
ส่องธุรกิจ “โซลาร์ฟาร์มไทย” เมื่อแสงแดดกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ
ข่าวจากเพจ The Northern Report รายงานสั้นๆ ว่า กลางพื้นที่กว้างกว่า 826 ไร่ ที่ตำบลฝายกวาง ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กำลังมีโครงการพลังงานขนาดใหญ่ที่เริ่มถูกจับตาในแวดวงธุรกิจพลังงานของไทย นั่นคือโครงการโซลาร์ฟาร์มมูลค่ากว่า 5,800 ล้านบาท ของ บริษัท ดวงตะวันพลังงาน จำกัด แม้รายละเอียดของโครงการจะยังเปิดเผยต่อสาธารณะไม่มากนัก แต่เพียงขนาดพื้นที่และเม็ดเงินลงทุนก็เพียงพอจะสะท้อนว่า อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยกำลังเดินเข้าสู่ “ยุคใหม่” อย่างเต็มตัว
ในอดีต “โซลาร์ฟาร์ม” เคยเป็นธุรกิจที่หลายคนมองว่าไกลเกินจริง ต้นทุนสูง และต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างหนัก แต่วันนี้พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “พลังงานทางเลือก” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ที่มีผลต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนสำรวจโซลาร์ฟาร์มในไทยที่กำลังเปลี่ยนเกมธุรกิจพลังงานในอนาคต
ย้อนกลับไปเมื่อราว 15 ปีก่อน การลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ต้นทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2553–2555 อยู่ในระดับสูงมาก โดยโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 80–120 ล้านบาท ขณะที่ประสิทธิภาพของแผงโซลาร์ยังต่ำเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินอย่างชัดเจน ในเวลานั้น นักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าโซลาร์เป็นเพียงธุรกิจที่เหมาะกับการทดลอง มากกว่าจะเป็นธุรกิจพลังงานหลักของประเทศ
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมพลังงานโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เมื่อจีนกลายเป็นฐานการผลิตแผงโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก การผลิตจำนวนมหาศาลทำให้ราคาแผงโซลาร์ลดลงต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันต้นทุนติดตั้งโซลาร์ฟาร์มในไทยลดลงเหลือเฉลี่ยราว 25–40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ระบบสายส่ง และการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ International Energy Agency (IEA) หรือสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า พลังงานแสงอาทิตย์กำลังกลายเป็น “แหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในประวัติศาสตร์” สำหรับหลายประเทศทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากนโยบายภาครัฐ
ในช่วงปลายทศวรรษ 2550 รัฐบาลเริ่มใช้นโยบาย “Adder” เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิธีจ่าย “เงินเพิ่ม” จากค่าไฟปกติให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และชีวมวล เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงในเวลานั้น หากค่าไฟทั่วไปขายได้ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย รัฐอาจจ่ายส่วนเพิ่มอีก 5–8 บาทต่อหน่วยให้กับโซลาร์ฟาร์ม ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มมองเห็นความคุ้มค่าทางธุรกิจ
ต่อมา เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง ภาครัฐจึงเริ่มปรับนโยบายจากระบบ Adder ไปสู่ “Feed-in Tariff” หรือ FiT ซึ่งเป็นระบบกำหนด “ราคารับซื้อไฟฟ้าคงที่” ให้กับผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนตลอดอายุสัญญา วิธีนี้ช่วยให้รัฐควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้นักลงทุนสามารถประเมินรายได้ระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า ระบบ FiT เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งการลงทุนพลังงานสะอาดของประเทศ และเป็นเครื่องมือหลักในการผลักดันสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าไทย
ผลจากนโยบายเหล่านี้ ทำให้ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เป็นเพียงโครงการทดลองขนาดเล็ก ปัจจุบันได้กลายเป็นอุตสาหกรรมระดับหลายแสนล้านบาท และดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่เข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น GULF Energy Development, BCPG, B.Grimm Power และ Energy Absolute (EA) ซึ่งต่างเร่งขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ทั้งโซลาร์ฟาร์ม ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า
จากเดิมที่การลงทุนกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหลัก ปัจจุบันคลื่นลูกใหม่ของโซลาร์ฟาร์มเริ่มขยายตัวสู่จังหวัดรองอย่างพะเยา เพชรบูรณ์ อุดรธานี เชียงราย และนครศรีธรรมราช เพราะนักลงทุนเริ่มมองหาพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและยังมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง โครงการที่เชียงคำ จังหวัดพะเยา จึงสะท้อนเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน
หากประเมินจากพื้นที่ 826 ไร่ โครงการดังกล่าวอาจมีกำลังการผลิตระดับ 70–100 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และหากคำนวณจากมูลค่าการลงทุนที่สูงกว่า 5,800 ล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ว่าโครงการอาจรวมระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Battery Energy Storage System (BESS) เข้าไปด้วย ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจพลังงานยุคใหม่
ปัญหาใหญ่ของพลังงานแสงอาทิตย์คือสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงกลางวัน ระบบแบตเตอรี่จึงมีบทบาทสำคัญในการเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงกลางคืน และช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค “Solar + Battery” และประเทศไทยเองก็กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะเดียวกัน โลกธุรกิจก็กำลังผลักดันความต้องการพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ Amazon Web Services ต่างประกาศเป้าหมายใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายใต้แนวคิด RE100 เมื่อประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐานใหม่ของธุรกิจ Data Center ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” จึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของอุตสาหกรรมโซลาร์ไทย
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังพยายามสร้างจุดแข็งใหม่ผ่านโครงการ “Floating Solar” หรือโซลาร์ลอยน้ำ หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ เขื่อนสิรินธร ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ EGAT ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นระบบ Hybrid Hydro-Floating Solar ขนาดใหญ่ระดับโลก การใช้ผิวน้ำของเขื่อนเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ ไม่เพียงช่วยลดการใช้พื้นที่บนบก แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิของแผง ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โครงการลักษณะนี้กำลังกลายเป็นต้นแบบใหม่ของพลังงานสะอาดไทยในสายตานานาชาติ
แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมจะดูสดใส แต่โซลาร์ฟาร์มก็ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหาการใช้พื้นที่เกษตร ความสามารถในการรองรับของระบบสายส่ง และความไม่เสถียรของพลังงานแสงอาทิตย์ หลายพื้นที่ของไทยเริ่มเผชิญปัญหา “ผลิตไฟได้ แต่ส่งไฟเข้าระบบไม่ได้” เพราะโครงสร้างสายส่งยังรองรับไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ภาระค่าใช้จ่ายจากนโยบาย Adder และ FiT ในอดีตก็ยังเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากรัฐต้องรับซื้อไฟฟ้าในราคาสูงตามสัญญาระยะยาว ซึ่งบางฝ่ายมองว่าอาจกลายเป็นภาระต่อระบบค่าไฟฟ้าในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแผงโซลาร์ในประเทศ แต่คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ของไทย จากอดีตที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมัน ไปสู่ระบบพลังงานใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่าง Solar, Battery, EV, Smart Grid และ Data Center เข้าด้วยกัน
และบางที โครงการโซลาร์ฟาร์มกลางทุ่งในเชียงคำ จังหวัดพะเยา อาจไม่ใช่เพียงข่าวการลงทุนระดับท้องถิ่น หากแต่เป็นสัญญาณของยุคสมัยใหม่ ที่ “แสงแดด” กำลังกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/742283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dsYGXh3s2hA7KDY8g3CHt

