จุดที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงทิศทางเศรษฐกิจแต่คือ “ความไม่เท่ากัน” ของผลกระทบที่กระจายไปแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่อง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างที่หลายฝ่ายประเมิน โดยผลกระทบที่ชัดเจน คือ เงินเฟ้อสูงขึ้นกระทบทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เริ่มรับแรงกดดันมากขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบมิติหนี้และสภาพคล่อง
สำหรับผลกระทบรอบนี้มีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” หรือ uneven โดยประเทศที่พึ่งนำเข้าจะรับผลกระทบมากกว่าประเทศส่งออก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่า ส่วนในประเทศมีผลกระทบไม่เท่ากันมากขึ้น
โดยเฉพาะ 1.กลุ่มเปราะบางรับผลกระทบมากสุด เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว โดยราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น เช่น ดีเซลจาก 30 บาทเป็น 40 บาทต่อลิตร และราคาสินค้าอื่นเพิ่มตาม กลุ่มมีรายได้สูงยังรับมือได้
แต่กลุ่มรายได้ปานกลางรับผลกระทบมากขึ้น และกลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบรายได้
2.ภาคธุรกิจมีลักษณะเดียวกัน โดยธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถปรับตัวสูง มีสภาพคล่องและกันชนการเงินทำให้บริหารจัดการผลกระทบได้ดีกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดการแข่งขัน นวัตกรรมและสภาพคล่อง จะได้รับผลกระทบมากกว่า
- ผลกระทบ“ไม่เท่ากัน”ชัดเจนขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่เป็นกลุ่มรับแรงกระแทกโดยตรงทั้งมิติต้นทุน สภาพคล่องและความสามารถในการดำรงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดยไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบยังต่างกันตามอุตสาหกรรม โดยบางภาคส่วน เช่น ขนส่งและท่องเที่ยวได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเพราะต้นทุนพลังงานและความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบน้อยกว่าสำหรับภายในประเทศยิ่งมีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจนขึ้น
โดยเฉพาะมิติรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน กลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากสุดเพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตสูงเมื่อเทียบรายได้ เช่น อาหาร การเดินทางและค่าขนส่ง จึงกระทบโดยตรงและรุนแรงกว่ากลุ่มรายได้สูงที่ยังรับมือได้
“ในไทย uneven ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนเปราะบางรับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่เอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรมน้อย มีขีดความสามารถการแข่งขันจำกัด กำไรบาง สภาพคล่องน้อยก็รับผลกระทบเยอะ แล้วแต่อุตสาหกรรม”
- เตือนผลกระทบยาวแม้สงครามจบ
ดังนั้น เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวแน่นอน ซึ่งต้องการการกระตุ้นจากรัฐบาลมาช่วยเสริม ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นชัดเจนอาจอยู่ระดับ 3-4% ก่อนลดลงช่วงปลายปี โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันอยู่ระดับสูงแม้สงครามยุติ แต่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติทำให้เงินเฟ้อเจอแรงกดดันต่อเนื่อง และมีผลกระทบต่ออีก
ทั้งนี้ เงินเฟ้อจะเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงฐานสูง โดยเฉพาะช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2570 ดังนั้นแม้สงครามจบแต่ราคาน้ำมันยังสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติ
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดยต้องพิจารณารูปแบบรอบคอบว่าจะเป็นการโอนเงินเพื่อกระตุ้นระยะสั้น หรือการลงทุนเพื่อสร้างผลต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวทางมีข้อดีต่างกัน การโอนเงินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที แต่ผลจะหายไปในปีถัดไป ขณะที่การลงทุนแม้ส่งผลช้ากว่าแต่ยั่งยืนกว่า ดังนั้นภาครัฐอาจต้องช่างน้ำมันผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น”
- ติดตามสถานการณ์หนี้ใกล้ชิด
ในมิติหนี้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย หรือมาตรการอื่นเพื่อป้องกันหนี้เสีย รวมถึงใช้เครื่องมือเฉพาะจุด Credit Boos และ Secure Plus แต่มองว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด-19 ที่รายได้ของหลายภาคส่วนหายไปเกือบหมด
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการขนาดใหญ่ทันที แต่เตรียมความพร้อมหากสถานการณ์แย่ลงก็ออกมาตรการเพิ่ม เช่น มาตรการโอนทรัพย์ชำระหนี้ มาตรการฟ้าส้ม มาตรการบริหารสินทรัพย์ ที่เคยใช้ช่วงโควิด
“วันนี้พยายามประคองสถานการณ์ทั้งการชำระเงินไม่ให้เป็นหนี้เสีย ทั้งลดดอกลดต้น ซึ่งทั้งหมดจับตาใกล้ชิด”
- แนะนโยบายคลังรับมือ Supply shock
ทั้งนี้ ช็อคเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็น “ช็อกจากฝั่งอุปทาน” (supply shock) นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือมีประสิทธิภาพสุด ไม่ใช่นโยบายการเงินที่เปรียบเสมือนเครื่องมือออกฤทธิ์กว้าง
ซึ่งปัจจุบันต้องการช่วยเหลือมุ่งเป้ากลุ่มได้รับผลกระทบ เช่น ประชาชนฐานราก เอสเอ็มอี รายย่อย หรือภาคส่วนที่ใช้พลังงานสูง
ขณะที่นโยบายการเงินมีลักษณะเป็นเครื่องมือกว้างไม่สามารถเจาะจงได้ ดังนั้นมาตรการควรมีลักษณะ “เจาะจง” หรือ targeted มากขึ้น โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มรับผลกระทบสูง เช่น กลุ่มรายได้น้อย เอสเอ็มอี และธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง
- เตือนกู้เงินต้องเนินเพื่อการลงทุน
ส่วนที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท แบงก์ชาติมองว่าควรให้ความสำคัญกับสัดส่วนการลงทุนมากกว่าการแจก เงินเยียวยาเดียว เพราะช่วยเพียงระยะสั้นและจะส่งผลเสียต่อ GDP ปีถัดไปเนื่องจากฐานสูงเกินจริง
ขณะที่การลงทุนจะสร้างการเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน
ในฝั่งการเงินที่ปัจจุบันเครื่องมือการดูแลปัญหาถูกพัฒนาขึ้นมาก โดยที่ผ่านมาใช้นโยบายการเงินตัวเดียวดูแลเสถียรภาพ เศรษฐกิจมหาภาค และเงินเฟ้อ
ขณะนี้ ธปท.ขยายบทบาทการดูแลเสถียรภาพไม่ใช่การดูแลเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ต้องดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตระดับเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินถูกใช้เพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา แต่ทำควบคู่การดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อดูแลประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น
รวมทั้งปัจจุบัน ธปท.ไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่มีใช้มาตรการเฉพาะจุดที่เพิ่งประกาศจะทยอยมีผล 3-6 เดือน เช่น Credit Boos ดังนั้นมีทั้งดอกเบี้ยนโยบาย มาตรการดูแลเฉพาะจุด
นอกจากนี้ มีเครื่องมือยามจำเป็น คือ เงินที่นำมาชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) โดยลดเงินสมทบจาก 0.46% เหลือ 0.23% เป็นเครื่องมือกระทบวงกว้างและรุนแรงที่ลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ทันที ดังนั้นพร้อมทำเพิ่มเติมหากจำเป็น
- ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่ม
ส่วนขณะนี้ไม่ควรลดอัตราดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่หากปี 2569-2570 เศรษฐกิจมีปัญหาหนักทุกอย่างจะขึ้นกับ Data Dependent นโยบายการเงิน นโยบายเฉพาะจุดก็พร้อมขยับตามทันที
ขณะที่นโยบายการเงิน โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ระดับต่ำ 1% ต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก รองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น และนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางทั่วโลกประเมินไปทิศทางเดียวกัน คือ Wait and see ชะลอดูสถานการณ์หรือคงอัตราดอกเบี้ย แล้ว Look Through หรือการมองผ่านความผันผวนชั่วคราว
สำหรับเงินเฟ้อรอบนี้มีสาเหตุหลักจาก Supply-side ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อล้นตลาด (Demand-side) การเร่งขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่มีประโยชน์ เพราะจะทำลายความต้องการซื้อและจะทำให้ราคาสินทรัพย์ไม่ลดลง และอาจส่งผลร้ายทำลายเศรษฐกิจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1232286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KrNUuj8-R8EFoswRVaXmo

