นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะหนึ่งในประธานคณะกรรมการเอกชนร่วม 3 สถาบัน ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยและข้อเสนอของภาคเอกชนก่อนการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดพิเศษร่วมกับกกร. ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 พ.ค.นี้
ทั้งนี้ ภาคเอกชนพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
ชำแหละงบกระตุ้น 5 แสนล้าน “ตรงเป้า-ตอบโจทย์”
ประเด็นสำคัญที่คาดว่ารัฐบาลจะนำมาหารือคือความชัดเจนของมาตรการออก พ.ร.ก. กระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนต้องการฟังรายละเอียดว่าเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร มีมาตรการอะไรที่คล้ายคลึงกับช่วง “Quick Win” หรือไม่ เช่น โครงการคนละครึ่งในเฟสใหม่
“เราต้องการดูว่าจำนวนเงินนี้ตรงเป้าหมายหรือไม่ ตอบโจทย์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงไหม อะไรควรทำก่อนหรือหลัง” นายเกรียงไกร กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นและลดความสับสนเรื่องกระแสข่าวการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ต่อจีดีพี รวมถึงข่าวลือเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งสร้างความกังวลให้ภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และรัฐบาลขัดแย้งกัน จึงต้องการคำยืนยันที่ชัดเจนจากขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล
จี้แก้โจทย์เก่า “ต้นทุนพลังงาน-SME” ที่ยังไร้ทางออก
ในส่วนของข้อเสนอจากภาคเอกชน ขอย้ำว่า ราคาพลังงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกอุตสาหกรรม แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย แต่คำถามคือเพียงพอแล้วหรือไม่เมื่อเทียบกับภาระที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ยังคงเป็นโจทย์เก่าที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มหดตัวและโรงงานหลายแห่งมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ
“วันนี้เราต้องคิดนอกกรอบว่าจะช่วยอย่างไร เพราะฐานะการเงินของประเทศในปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ เราเก็บภาษีได้ต่ำและมีการใช้นโยบายประชานิยมเยอะ ทำให้ขาดดุลการคลังเฉลี่ยถึง 4% ต่อปี หนี้สาธารณะจาก 60% พุ่งสู่ 65-66% ในเวลาอันรวดเร็ว”
วิกฤติ Supply Chain โลก-สัญญาณเตือนจาก IMF
นายเกรียงไกร ยังแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบต้นทาง เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก แม้จะเริ่มมีการเจรจานำเข้าแอมโมเนียหรือยูเรียจากรัสเซียเพื่อทดแทน แต่ประเด็นสำคัญคือจะเข้ามาทันเวลาหรือไม่
กรณีศึกษาที่น่ากังวลคือการขนส่ง Naphtha ของกลุ่ม SCG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความผันผวนสูงจากการเปิด-ปิดช่องแคบเป็นรายวัน แม้จะมีเรือหลุดรอดเข้ามาได้บ้าง แต่หาก Supply Chain ไม่ต่อเนื่อง ภาคการผลิตก็ยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มที่ ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับสูง
ความเสี่ยงเหล่านี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ IMF ที่ระบุว่าจีดีพีของไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยมีเหตุผลสำคัญจากการที่ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากถึง 5-6% ของจีดีพี ทำให้ได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศอื่น
ปลุกความเชื่อมั่น ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ฝากถึงรัฐบาลว่าสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสร้างความเชื่อมั่น ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ดูสับสนและมีข้อพิพาทหลายด้าน ซึ่งบั่นทอนความมั่นใจของนักลงทุนและประชาชน
“รัฐบาลต้องรีบเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดความฮึกเหิม หากทุกคนถอดใจหรือพยายามหนี เศรษฐกิจจะยิ่งเหนื่อย เราต้องช่วยกันเชียร์ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้ทั้งธุรกิจและแรงงานอยู่รอดไปด้วยกัน” นายเกรียงไกร กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PoBBQJLxDIq12XNsZyvZl

