ท่ามกลาง “เศรษฐกิจ” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหล่า “ธนาคารพาณิชย์ไทย” (แบงก์) เริ่มออกมาส่งสัญญาณเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กระจายวงกว้าง ยืดเยื้อ ล้วนมีผลกระทบอย่างมากต่อ “เศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทย และลูกหนี้” ที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ต่อเนื่องในระยะข้างหน้า
ดังนั้น การตั้งรับประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ควบคู่กับการทบทวนพอร์ตสินเชื่อ รวมถึงการตั้งสำรองเชิงรุกเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเข้ามากระแทกในระยะข้างหน้า
- ประเมินผลกระทบ-ปรับตัวรับแรงกระแทก
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่ผันผวน
โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ “เศรษฐกิจโลกและไทย”
ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนดังกล่าว
เอสซีบี เอกซ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลลูกค้า และผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ต่อเนื่อง โดยเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการประเมินผลกระทบ เสนอแนะแนวทางการปรับตัว และสนับสนุนการฟื้นตัวแต่ละกิจการอย่างตรงจุด เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพฟื้นตัวได้ระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการทบทวนพอร์ตสินเชื่อธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทในเครืออย่างรอบด้าน เพื่อประเมินความสามารถชำระหนี้และความเพียงพอของการตั้งสำรอง โดยยังคงรักษาสมดุลระหว่างการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยและการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
- เกาะติด-ประเมินสถานการณ์สงครามใกล้ชิด
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ทั้งปีคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% – 1.2%
ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจระมัดระวังการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม
และหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
โดยในส่วนธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการเข้าใจความต้องการลูกค้ารอบด้าน
อีกทั้งธนาคารมีการติดตาม ประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง เพื่อประคับประคองลูกค้าให้ผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้
- ดำเนินธุรกิจบนหลักความระมัดระวัง
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง และการชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชน สร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อภาคธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขัน
ธนาคารกรุงเทพ ตระหนักถึงความท้าทายจากความเสี่ยงที่กระจายตัวกว้าง และยากต่อการประเมิน ในสถานการณ์เช่นนี้ธนาคารให้ความสำคัญการดูแล และให้คำปรึกษาลูกค้า พร้อมยืนเคียงข้างฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” เน้นเสริมสร้างสภาพคล่องให้เหมาะสมกับแต่ละกิจการให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวน
ขณะเดียวกันธนาคารดำเนินธุรกิจตามหลักความระมัดระวังรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- เร่งบริหารความเสี่ยง-เสริมความยืดหยุ่น
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจาก “สงครามในตะวันออกกลาง” ที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงสำคัญ คือ ขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ฯลฯ
ดังนั้น ภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้หนี้ ฟื้นฟูศักยภาพ และสนับสนุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ โครงการ “SMEs Credit Boost” ควบคู่การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน และผลักดันเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง “Reinvent Thailand”
ทั้งนี้ ธนาคารจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมความยืดหยุ่นในระยะยาว
- ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นรองรับความเสี่ยง
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งในแง่ของการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ และในแง่ของการยกระดับใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งได้แก่ การป้องกันความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงถัดไป
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1 ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในช่วงถัดไป
ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ธนาคารจึงยกระดับการป้องกันความเสี่ยง โดยได้ตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ รวมเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154%
สะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานและมูลค่าของผู้ถือหุ้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
- เร่งบริหารสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ ในปี 2569 ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.5-1.7%
“ภายใต้ฉากทัศน์ของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดในตะวันออกกลาง พร้อมด้วยนโยบายบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง กรุงศรีได้ดำเนินการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ชิงรุกในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งครอบคลุมการกันสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของฝ่ายจัดการ (Management Overlays)”
- รับสินเชื่อเผชิญแรงกดดัน
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของการเติบโตเป็นหลัก
ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ การลดสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบติดตามดูแลลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แม้บริษัทสามารถจัดการ NPL ได้ลดลง แต่การตั้งสำรองในงวดนี้เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระดับค่าเผื่อสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 191%
ทั้งนี้บริษัทประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2-1.5% และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และวิกฤติพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8%
ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินเชื่อ และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1230799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jtFm6iZaZhUs0QRweWaPF

