หลายคนจำต้องหันพึ่งเงินกู้นอกระบบ แม้ต้องแลกกับ “ดอกเบี้ยโหด” และวงจรหนี้ที่ยากจะหลุดพ้น นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาปัจเจก แต่คือสัญญาณของวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข…
“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามสถานการณ์รับมือปัญหานี้กับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษก ตร. เมื่อสถานการณ์ขัดแย้งตะวันออกกลาง เริ่มพ่นพิษเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะต้นทุน “ราคาน้ำมัน” ทำสินค้าทยอยปรับแพงขึ้น กระทบค่าครองชีพ ผลักบางครอบครัวถึง “ทางตัน” หันหน้าพึ่งพาหนี้นอกระบบ เพื่อเอาตัวรอด
จากข้อมูล ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ (ศปน.ตร.) ไตรมาสแรก (1 ต.ค.-31 ธ.ค. 68) มี 1,899 เรื่อง เป็นเงิน กว่า 40 ล้านบาท และ ไตรมาส 2 (1 ม.ค.-31 มี.ค. 69) มี 2,750 เรื่อง มูลหนี้ กว่า 48 ล้านบาท

หากเทียบกันตั้งแต่ปลายปี 68 จนถึงต้นปี 69 จะพบว่ามีคดีเกี่ยวกับหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น 851 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 44.81 โดยมีมูลหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.88 ชัดเจนว่า คดีมีแนวโน้มสูงขึ้น
สำหรับรูปแบบการปล่อยกู้ ปัจจุบันมีการผสมผสานระหว่างอดีตที่มีการติดโฆษณาในจุดสาธารณะ แต่มีการโฆษณาในแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น อีกรูปแบบคือรับจำนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรศัพท์มือถือ iCloud เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการชำระหนี้ ซึ่งรูปแบบนี้หากพบว่าไม่ชำระจะมีการ “ล็อกรหัส” โทรศัพท์ และ iCloud เพื่อไม่ให้เจ้าของโทรศัพท์เข้าใช้งานได้

สำหรับตัวเลขผู้ติดหนี้ในออนไลน์และหนี้นอกระบบแบบดั้งเดิม ปัจจุบันยังไม่มีบันทึกตัวเลขที่ชัดเจน แต่คร่าว ๆ ปี 69 มีสถิติจับกุมเงินกู้นอกระบบแบบเดิม 4,527 ราย และสถิติจับกุมแบบออนไลน์ 142 ราย
เหยื่อหนี้นอกระบบ แบ่งได้ 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้รับจ้างอิสระ (ฟรีแลนซ์) เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนเป็นหนี้นอกระบบ “เพิ่ม” สูงขึ้น กลุ่มผู้ค้ารายย่อย จากผลสำรวจพบร้อยละ 70 ของหนี้ครัวเรือนที่กู้นอกระบบจะนำเงินไปใช้กับธุรกิจ และ กลุ่มพนักงานของรัฐและข้าราชการ กลุ่มนี้มีหนี้สะสมสูงที่สุด

แม้มีสัดส่วนเป็นผู้กู้ “ต่ำกว่า” อาชีพอิสระ แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจคือมูลหนี้เฉลี่ยสูงถึง 118,000-158,000 บาทต่อราย และกลุ่มนี้มักกู้นอกระบบ เพื่อมาปิดในระบบที่ค้างชำระไว้
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้ถึงพฤติกรรมการทวงหนี้ทั้งในออนไลน์และทั่วไป จากดั้งเดิมที่มักข่มขู่ทำร้ายร่างกายจะเห็นว่าลดลง เปลี่ยนเป็นการคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การประจานในกลุ่มโซเชียล โดยใช้ภาพบัตรประชาชน ทำให้ผู้กู้อับอาย หรือ “แท็ก” ไปหาคนรอบข้างของลูกหนี้เพื่อกดดัน
พร้อมเผยจากประสบการณ์ตำรวจ พบสาเหตุที่ประชาชนยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ แม้เสี่ยงถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม เกิดจากกำแพง 3 ด้าน คือ 1.กำแพงการเข้าถึงของระบบธนาคารที่พิจารณาอย่างเข้มงวด 2.กำแพงการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น กู้ง่าย ได้จริง ไม่ต้องค้ำ ทำให้หลงเชื่อง่าย และกับดักเทคโนโลยีที่ประชาชนบางกลุ่มกด “อนุญาต” ให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลในมือถือ และนำมาทวงหนี้ได้ในอนาคต และ 3.กำแพงทางสังคมและเศรษฐกิจ คือหนี้พอกพูนจากการกู้เจ้าหนึ่งมาให้อีกเจ้า เป็นวงจรกู้ไม่จบ และกลุ่มรายได้ไม่พอรายจ่ายจากภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

ทั้งนี้ ยอมรับอุปสรรคในการดำเนินการกับเจ้าหนี้นอกระบบซับซ้อนกว่าอดีต เพราะไม่ใช่เพียง “อิทธิพลท้องถิ่น” แต่มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง แบ่งได้ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.ความซับซ้อนของโครงข่ายไซเบอร์ที่ทำให้การระบุตัวตนของเจ้าหนี้แอปเงินกู้ที่ทำได้ยากขึ้น 2.พยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การปกปิดดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ 3.ความไม่ร่วมมือของเหยื่อ อย่างการถูกข่มขู่ให้เกิดความกลัว และการไปยอมความนอกรอบ
4.ข้อจำกัดทางกฎหมายและการพิสูจน์ความผิด เช่น เจ้าหนี้บางรายใช้การเลี่ยงบาลีในสัญญา “ดอกเบี้ย เปลี่ยนเป็น ค่าธรรมเนียม” เพื่อตบตา 5.อุปสรรคเชิงพื้นที่และอิทธิพล หนี้นอกระบบแบบดั้งเดิมยังคงมีปัญหาผู้มีอิทธิพลในลักษณะการพึ่งพาอาศัยกัน

“การกวาดล้างที่ยังไม่หมด เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เมื่อคนขาดรายได้และหาเงินมาใช้ดำรงชีพไม่ได้ก็จำเป็นต้องเข้าสู่วงจรกู้หนี้นอกระบบเหมือนกับ “ไฮดรา” ที่ต่อให้ตัดหัวหนึ่งออกไปก็งอกกลับมาใหม่เสมอ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรม แต่คือเรื่องของปากท้องและช่องว่างทางกฎหมายที่สอดประสานกัน”
อย่างไรก็ตาม ฝากถึงผู้ที่กำลังถูกข่มขู่และเอาเปรียบให้ “ตั้งสติ อย่าไปกลัว” เพราะมีข้อกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่ากำหนด หรือใช้วิธีบังคับให้ชำระหนี้ ต้องมีสติ-เก็บหลักฐาน หากถูกข่มขู่ให้ติดต่อสายด่วน 1599 หรือ 191 แต่ถ้ากู้แล้วไม่ได้เงินและถูกหลอกให้แจ้งสายด่วน 1441

ทั้งนี้ ฝากประชาชนที่คิดกู้หนี้นอกระบบ แม้จำเป็นต้องใช้เงินว่า หนี้นอกระบบไม่ใช่ทางออกแต่คือทางตัน ที่จะพรากทั้งเงิน ชื่อเสียง และความสงบ หากเดือดร้อนจริงแนะให้หาทางแก้ไขในระบบ เพราะหากตกเป็นทาสของเงินกู้นอกระบบ จะสร้างพฤติกรรมใช้จ่ายที่อาจเข้าสู่วัฏจักรที่เรียกว่า “วงจรกู้ไม่รู้จบ”
“ปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้มักใช้ข้อมูลส่วนบุคคลมาเป็นหลักในการค้ำประกัน ฉะนั้นขอให้สำรวจทางเลือกอื่นก่อนเสมอ”
หนี้นอกระบบอาจไม่ใช่เรื่อง “คนเลือกผิด” แต่คือสถานการณ์ที่บีบให้คนจำนวนมาก “ไม่มีทางเลือก” เมื่อรายได้ไม่พอเลี้ยงชีวิต การเข้าถึงเงินในระบบกลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่เอื้อมไม่ถึง กลายเป็นช่องว่างให้หนี้นอกระบบเติบโต ฝังรากลึกเงียบๆ ในสังคม
หากยังไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุ ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ รายได้ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน วงจรนี้ก็จะยังคงหมุนได้ต่อ เหยื่อรายใหม่จะยังคงเพิ่มขึ้น และทางเลือกสุดท้ายก็อาจกลายเป็น “ทางตัน” ที่ไม่มีวันหาทางออกได้.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785115/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X66-1gJLi2DWLnyT1Zgni

