• Thu. Mar 19th, 2026

‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’ ละลายเร็ว เมืองชายฝั่งจม ‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’ เจอน้ำท่วม กระทบกว่า 7 ล้านคน

‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’-ละลายเร็ว-เมืองชายฝั่งจม-‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’-เจอน้ำท่วม-กระทบกว่า-7-ล้านคน‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’ ละลายเร็ว เมืองชายฝั่งจม ‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’ เจอน้ำท่วม กระทบกว่า 7 ล้านคน

ธารน้ำแข็งทเวตส์” ในแอนตาร์กติกาตะวันตก มีขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 192,000 ตร.กม. ถูกเรียกในชื่อ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” (Doomsday Glacier) เนื่องจากเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ช่วยพยุงแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกไม่ให้ไหลลงสู่มหาสมุทร แต่ในตอนนี้ธารน้ำแข็งแห่งนี้กำลังละลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เมืองชายฝั่งหลายแห่งจมบาดาลอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันธารน้ำแข็งทเวตส์กำลังสูญเสียมวลน้ำแข็งเร็วกว่าช่วงทศวรรษ 1990 ถึง 5 เท่า เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างหิมะที่ตกสะสมกับปริมาณน้ำแข็งที่ไหลลงสู่ทะเลอามุนด์เซน ในแต่ละปีธารน้ำแข็งแห่งนี้สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 50,000-80,000 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาลแม้แต่ในมาตรฐานของแอนตาร์กติกาเอง

แบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ระบุว่า ภายในปี 2067 ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกอาจสูญเสียมวลน้ำแข็งได้ถึง 180-200 กิกะตันต่อปี อัตราการสูญเสียดังกล่าวจะเทียบเท่ากับปริมาณการละลายของน้ำแข็งทั้งทวีปแอนตาร์กติกาในปัจจุบัน การเร่งตัวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

กลไกสำคัญที่ทำให้ทเวตส์เปราะบาง มาจากภูมิประเทศใต้ธารน้ำแข็งซึ่งเป็นหลุมลึกลาดเอียงลงไปในแผ่นดิน ลักษณะเช่นนี้ทำให้น้ำอุ่นจากมหาสมุทรสามารถไหลลอดใต้แผ่นน้ำแข็ง และกัดเซาะจากด้านล่างได้ง่ายขึ้น กระแสน้ำอุ่นเหล่านี้จะทำให้จุดยึดเกาะกับพื้นดินถอยร่นกลับไป และลดแรงต้านที่จะพยุงน้ำแข็งส่วนที่เหลือไว้

นักวิจัยพบว่า บริเวณร่องลึกใต้ดินเหล่านี้เป็นจุดอ่อนสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะความไม่เสถียรของแผ่นน้ำแข็งทางทะเล เมื่อกระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้น การถดถอยของธารน้ำแข็งจะกลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่หยุดยั้งได้ยาก ความเร็วในการไหลของน้ำแข็งสู่มหาสมุทรจะเพิ่มขึ้นตามความลึกของจุดที่น้ำแข็งสัมผัสกับน้ำ

จากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยเทคโนโลยีเรดาร์ และเซนเซอร์ใต้ทะเล นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายเร็วกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก แม้ข้อมูลบางส่วนจะบ่งชี้ว่าหน้าผาน้ำแข็งอาจมีความเสถียรกว่าที่คิด แต่กระแสน้ำขึ้นน้ำลงที่พัดพาน้ำอุ่นเข้าใต้แผ่นน้ำแข็งกำลังสร้างรอยแตกร้าว และทำให้มันบางลงอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบระดับน้ำทะเลที่จะเกิดขึ้น

การละลายของธารน้ำแข็งทเวตส์ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกไปแล้วประมาณ 4% ในปัจจุบัน แม้ดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ระดับน้ำทะเลโลกได้สูงขึ้นมาแล้วราว 23 เซนติเมตร นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ทำให้น้ำท่วมชายฝั่ง และเกิดพายุซัดฝั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หากธารน้ำแข็งทเวตส์เกิดการล่มสลายโดยสมบูรณ์ ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นทันทีประมาณ 65 เซนติเมตร ระดับนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าแนวชายฝั่งของโลกไปอย่างสิ้นเชิง และทำลายระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แม้กระบวนการนี้อาจใช้เวลานานหลายทศวรรษหรือหลายศตวรรษ แต่ผลกระทบจะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในรุ่นอายุของเรา

จากการวิเคราะห์ของ The New York Times ระบุว่า หากธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายหายไปในวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อผู้คนตามแนวชายฝั่งหลายสิบล้านคน ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่จะมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 7 ล้านคน

เช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ที่เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากมีประชากรกว่า 600,000 คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอยู่แล้ว หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 60 เซนติเมตร จะทำให้มีประชากรในเซี่ยงไฮ้อีกถึง 4.7 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมเพิ่มขึ้น อีกทั้งสภาพภูมิประเทศที่เป็นดินตะกอนปากแม่น้ำยังทำให้เมืองเผชิญกับการทรุดตัวของแผ่นดินควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ เมืองกัลกัตตา ของอินเดีย, นครโฮจิมินห์ และกรุงโตเกียว จะมีผู้ประสบภัยเพิ่มขึ้นนับล้านคน หากธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายหายไปในวันนี้ ส่วนกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ จะมีประชากรย้ายมาอยู่อาศัยถึง 50 ล้านคนในปี 2050 เนื่องจากน้ำทะเลซัดชายฝั่ง เกษตรกรรมถูกน้ำเค็มรุกรานจนทำกินไม่ได้

แม้สหรัฐจะเป็นประเทศร่ำรวย แต่ก็ต้องเจอกับค่าใช้จ่ายในการป้องกันเมืองชายฝั่งพุ่งสูงจนน่าตกใจ เช่น โครงการสร้างแนวกั้นน้ำสำหรับปกป้องนิวยอร์กอาจต้องใช้เงินถึง 52,000 ล้านดอลลาร์ หรือการสร้างแนวกันคลื่นขนาดยักษ์ที่ท่าเรืออาจต้องใช้เงินสูงถึง 119,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ สหรัฐยังมีบทเรียนจากพายุเฮอริเคนคาทรีนา ที่แสดงให้เห็นว่าระบบป้องกันน้ำท่วมก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป ต้องใช้เงินกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟูภัยพิบัติครั้งนั้น และความสูญเสียอาจเกิดขึ้นบ่อย และรุนแรงกว่าเดิม หากระดับน้ำทะเลยังคงพุ่งสูงขึ้น ถึงจะมีความเสี่ยงสูง แต่ผู้คนยังคงย้ายไปอยู่ในเมืองที่อยู่ในพื้นที่อย่างไมอามีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก

ธารน้ำแข็งทเวตส์ทำหน้าที่เป็นตัวอุดแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดไว้ หากธารน้ำแข็งนี้ละลายหมด อาจดึงเอาแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดลงมาด้วย ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นได้อีกหลายเมตรทั่วโลก

เมื่อน้ำแข็งบนบกไหลลงสู่ทะเลมากขึ้น ความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ปริมาตรของน้ำทะเลขยายตัวตามไปด้วย เสริมให้ระดับน้ำสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์นี้จะทำงานร่วมกับการละลายของน้ำแข็งจากกรีนแลนด์ ทำให้สถานการณ์ระดับน้ำทะเลรุนแรงขึ้นกว่าที่การละลายจากทเวตส์เพียงอย่างเดียวจะทำได้

ดังนั้น การพังทลายของทเวตส์จึงไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียน้ำแข็งหนึ่งก้อน แต่มันคือการเริ่มต้นของจุดจบสำหรับระบบน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตก นักวิทยาศาสตร์เปรียบเปรยทเวตส์ว่าเป็นเหมือนระบบเตือนภัยของดาวเคราะห์ (Planetary warning system) ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

มีการเสนอแนวคิดทางวิศวกรรมภูมิอากาศ เช่น การสร้างม่านใต้น้ำ หรือแนวกั้นขนาดยักษ์ใต้ทะเลเพื่อกั้นไม่ให้น้ำอุ่นเข้าถึงตัวธารน้ำแข็ง แม้แนวคิดนี้จะมีการศึกษาวิจัย แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนในเรื่องความเป็นไปได้จริง และผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเล

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด เพื่อชะลออุณหภูมิของมหาสมุทรไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดที่รักษาธารน้ำแข็งไว้ไม่ได้ โดยทุกการกระทำตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเมืองชายฝั่งในอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ที่มา: Creative Learning GuildPhysThe New York Times

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1225804&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vme9QTHIWH8T-btXxpNDL