ตลอดการสัมภาษณ์ นายกอ๋า-พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ เผยให้เห็นแพสชันการพัฒนาเมืองอย่างไม่ปิดบัง
เขาเป็นนายกเทศมนตรีนครยะลา 5 สมัยซ้อน พูดถึงโครงการเพื่อเมืองยะลาที่ทำไปแล้ว-กำลังทำ-และคิดจะทำแบบไม่รู้จบ พูดด้วยแววตาเปล่งประกายราวกับชายที่เพิ่งตกหลุมรักใหม่ ๆ
เขาบอกว่า ตัวเองเป็นคนฝันไกล เพราะรักบ้านเมือง
ความรักนี้เป็นแรงผลักดันให้นายกอ๋ากระโดดเข้ามาสู่การพัฒนาเมืองแม้ยะลาจะมีความท้าทายมากมาย ทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อุทกภัยประจำปี รวมถึงปัญหาความยากจน ซึ่งรายงานสถานการณ์ความยากจนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประจำ พ.ศ. 2567 พบว่าจังหวัดยะลามีจำนวนและสัดส่วนคนยากจนเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่ตลอด 20 ปีมานี้ นายกอ๋าเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (Gross Domestic Product : GDP) เติบโตต่อเนื่องในทุกปีนับตั้งแต่ พ.ศ. 2558 แก้ปัญหาการศึกษาอย่างลงลึกและครอบคลุมจนเด็กยะลาชนะรางวัลระดับประเทศหลากหลายสาขา รวมถึงผลักดันให้ยะลาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่สนุกและสร้างสรรค์อยู่เสมอ

นายกอ๋างานยุ่งตลอดเวลา เราขอแทรกคิวเวลาสั้น ๆ เพื่อคุยถึงผลงานการบริหารเมืองที่ผ่านมา เขาได้รับรางวัลมากมายในฐานะผู้นำ ไม่แปลกที่คนจะมองว่านายกอ๋ามีโอกาสเข้าสู่การเมืองระดับประเทศ
แต่เขาบอกว่าแพสชันของเขาคือยะลา
“ผมพร้อมเป็น Sandbox หรือพื้นที่ทดลองให้เมืองอื่นเห็นว่าโครงการต่าง ๆ เวิร์กมั้ย ถ้าเวิร์กก็ขยายทั้งประเทศ สร้างโอกาสไปด้วยกัน”
เราจึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงฝันใหญ่ที่สุดของคนที่มีแพสชันกับเมืองยะลาขนาดนี้ เขาตอบทันทีด้วยพลังเต็มเปี่ยมว่า
“ผมอยากทำให้ยะลากลับมาอบอุ่นและยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

รักษาวัฒนธรรมให้ยั่งยืน ต้องกินได้
กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยะลาเพิ่งจัดงานที่ชื่อว่า ‘มลายูเดย์ (Melayu Day @ Yala)’
นี่คือเทศกาลวัฒนธรรมสำหรับชาวมลายูแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายกอ๋าตั้งใจให้เมืองยะลาเป็นศูนย์กลางของชาวมลายูแห่งอาเซียน จึงชวนเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียมาร่วมงานทุกปี ในงานมีทั้งขบวนแห่ของทั้ง 3 ประเทศ การประกวดมากมาย และการออกร้านเพื่อขายสินค้าทางวัฒนธรรม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสนุกสนานไปด้วยกัน
มลายูเดย์เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน เป้าหมายมี 2 ข้อ หนึ่ง คือทำเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้คนมลายู สอง คือเป็นคำตอบให้องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation : OIC) เพื่อช่วยปลดล็อกประเทศไทยจากประเทศที่ถูกเฝ้าจับตา เพราะกลุ่มขบวนการไปบอก OIC ว่าประเทศไทยกดทับอัตลักษณ์
“เมื่อจัดงานมลายูเดย์ OIC มาดู ก็ยอมรับและประกาศว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ เขาไม่ยุ่ง ผมว่าเราเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดในสังคมแบบนี้คือการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อให้คนในสังคมเปิดกว้างต่อกัน” นายกอ๋าเล่า
นี่คือการแก้ปัญหาด้วยวัฒนธรรม ปีนี้ยะลาขยายจากการทำเทศกาลมาสู่การทำแฟชั่นโชว์ที่เรียกว่า ‘ปากายัน มลายู’ งานแฟชั่นโชว์เพื่อผ้าท้องถิ่นมลายู ชวนประชาชนรวมถึงเด็กและเยาวชนมาสร้างสรรค์ผ้าพื้นเมืองเพื่อยกระดับไปอีกขั้น เป็นการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจด้วย
นายกอ๋าเชื่อว่าศิลปะเป็นเรื่องของทุกคน ลวดลายผ้ามุสลิมต้องอยู่กับฮิญาบหรือชุดโต๊ปอย่างเดียวหรือไม่ ความคิดสร้างสรรค์จำกัดเฉพาะวัฒนธรรมมั้ย เขาคิดว่าไม่
“พูดตรง ๆ ว่าพวกผมมีข้อจำกัด พวกเรามันมวยวัด เราทำตามศักยภาพที่เรามี โชคดีที่ได้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย และเป็นเกียรติที่ได้ประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมด้วย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ผมพูดตลอดเวลาว่าการรักษาวัฒนธรรมให้ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญคือต้องกินได้ หมายความว่ามันช่วยเรื่องปากท้องประชาชนได้แล้วมันจะอยู่นาน ผมก็เลยอยากแปลงมันเป็นเงินเพื่อชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่ผมคิดนะ”

ทำให้ยะลากลับมาอบอุ่นและยิ่งใหญ่อีกครั้ง
นายกอ๋าเรียนที่ยะลามาตลอด และออกจากที่นี่ตอน มศ.3 เพื่อไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
ยุคนั้น ยะลาคือความอบอุ่น เพื่อนพ้องอยู่ที่นี่ นายกอ๋ายินดีใช้เวลาช่วงปิดเรียน 3 วันสั้น ๆ นั่งรถไฟชั้น 3 เพื่อกลับมาเจอเพื่อนแค่วันเดียว
ตั้งแต่เด็ก นายกอ๋าสนใจการเมืองมาก อ่านหนังสือแนวนี้มาตลอด แต่ช่วงเรียนจบเขาไม่ได้คิดเรื่องทำงานการเมืองเพราะคิดว่ายังเด็ก จนครั้งหนึ่งมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ อดีตนายกเทศบาลเก่า
“ท่านคุยแล้วเห็นแวว แต่ที่บ้านยังไม่เห็นด้วย เลยได้ช่วยท่านคิดนโยบายต่าง ๆ” เขาเล่า
ในช่วงเวลานั้น นายกอ๋าไปเรียนต่อด้านการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และกลับมาช่วยบริหารธุรกิจครอบครัว แต่ด้วยความสนใจในการเมือง เขาจึงไปเรียนต่อด้านรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และมีโอกาสชิมลางการเมืองท้องถิ่นใน พ.ศ. 2545 ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาล ก่อนก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีใน พ.ศ. 2547
ปีที่จังหวัดยะลาเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นปีแรก
“วันที่ยะลามีการปิดไฟเผาเมือง มีความรู้สึกทันทีว่าผมต้องทำยะลาให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมให้ได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมพูดมาแต่แรก คือผมรักในบ้านเกิด ผมได้รับความอบอุ่นที่ยะลาเป็นแพสชัน วันที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ยอมรับว่าเป็นอะไรที่ยากมากที่ทำให้สังคมอยู่ได้ แต่เราก็ประคองสังคมและยังทำให้มันยังพัฒนาได้
“พอ พ.ศ. 2558 ผมเห็นสัญญาณว่าเหตุการณ์เริ่มดี ผมก็ประกาศการฟื้นฟูยะลา ตอนนี้ยะลาเปลี่ยนจากโหมดความมั่นคงเป็นโหมดแห่งการฟื้นฟู ผมก็กระโดดมาทำงานด้านอื่น ๆ มากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจ ส่งเสริมวัฒนธรรม หรือการศึกษา เราเห็นพ่อแม่กลัวระเบิด พาลูกไปเรียนที่อื่น สิ่งที่ผมพูดตลอดเวลาคือผมห้ามให้คนอพยพไม่ได้ แต่ผมจะเอาสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำได้ในเวลาสถานการณ์นั้นให้ประชาชนยะลามากที่สุด”

ในฐานะคนพัฒนาเมือง นายกอ๋าไม่ได้พัฒนาแค่เมือง แต่ยังพัฒนาคน เขาทำมาหลายโครงการ 2 งานที่ถูกพูดถึงมาก คือออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลา มอบชีวิตใหม่ให้เด็กยะลาผ่านดนตรี อีกโครงการคือ TK Park สาขายะลา ล่าสุดยะลาได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่จะมีศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ในเฟสล่าสุดที่กำลังจะมาถึง
สิ่งที่นายกอ๋าพยายามผลักดันต่อไป คือการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรส่วนท้องถิ่นตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้ตรงจุด
เขาเชื่อว่าการแก้ปัญหาในท้องถิ่นและการพัฒนาท้องถิ่นควรเป็นความรับผิดชอบของคนที่รู้จักพื้นที่และผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ แม้สิ่งนี้จะมีข้อโต้แย้งว่าอาจจะเกิดการคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่นหรือเกิดปัญหาอื่น ๆ เช่น การขาดประสิทธิภาพในการบริหารอำนาจ หรือการขาดทรัพยากรบุคคล-งบประมาณ แต่นายกอ๋าเชื่อว่า หากมีระเบียบการทำงานที่ชัดเจนหรือมีตัวอย่างที่ดี สิ่งนี้จะพัฒนาต่อไปได้
“ผมว่าโลกตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ตั้งแต่ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นและมีความถี่ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันแต่ละพื้นที่มีจุดอ่อนจุดเด่นที่แตกต่างกันซึ่งไม่มีทางที่ส่วนกลางจะดูแลได้หมด ผมอยากทำให้เห็นว่าการกระจายอำนาจแล้วทำได้มันเป็นยังไง จะได้เป็นตัวอย่างให้เมืองอื่นต่อว่าทำได้ ในฐานะที่ผมอยู่เมืองยะลา ผมจะทำที่นี่ให้ดี ยิ่งยะลาเป็นเมืองที่ติดลบแล้วทำให้กลับมาบวกได้ แสดงว่าที่อื่นก็ทำได้เหมือนกัน
“บางครั้งมันก็ฝันไกล เพราะเรารักบ้านเมือง ห่วงคนรุ่นหลังว่าจะอยู่กันยังไง แต่ผมจะทำอีกหลายเรื่องเพื่อให้เมืองอื่น ๆ มาก๊อบปี้สิ่งดี ๆ ของยะลาไปได้เลย”

ทำยะลาให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้
ในบรรดางานทั้งหมด นายกอ๋าทำงานการศึกษาในยะลาเข้มข้นมาก
“ผมทำมาหลายอย่าง บางอย่างอาจไม่ได้เวิร์กซะทีเดียว แต่ผมคิดว่าเมื่อสังคมมันบิดเบี้ยว บางอย่างเราก็ต้องทำ”
นายกอ๋ามองว่าการศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนา เมื่อคนมีการศึกษาที่ดี แปลว่าเรามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี นักลงทุนก็สนใจ การศึกษาช่วยสร้างโอกาสให้คนให้มีทางเลือกในชีวิต
หนึ่งในสถานที่ที่เขาชอบไปดูงานคือ ‘เรือนจำ’
นายกอ๋าบอกว่าคนในคุกจบการศึกษาน้อยมาก ทางเลือกเลยน้อย งานการศึกษาคือการสร้างทางเลือกให้มนุษย์ ทำให้คนมีความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง
“สมัยก่อนเราพูดกับคนใต้เรื่องสิ่งแวดล้อมมันยากมาก บอกเขาว่าโลกร้อนแห้งแล้งไม่มีใครเชื่อ วันนี้ภูมิศาสตร์เปลี่ยนไปหมดแล้ว การศึกษาช่วยทำให้เขาเท่าทันกับโลกตอนนี้”
ผลงานที่สำคัญของนายกอ๋าคือการก่อตั้งอุทยานการเรียนรู้ยะลา หรือ TK Park ยะลา ที่นี่เป็นอุทยานการเรียนรู้ภูมิภาคแห่งแรกของประเทศไทย นอกจากจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อปหลากหลายให้เด็กได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ สำหรับเขา แค่เด็ก ๆ ได้เข้ามานั่งเยียวยาใจ ได้อ่านหนังสือ ได้เข้าใจตัวเอง แค่นี้พื้นที่ก็คุ้มค่า และอีกไม่นานเมืองยะลาจะมี TCDC หรือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับคนในพื้นที่อีกด้วย

ยะลามีบริการให้คำปรึกษาเรื่องการศึกษาเป็นรายบุคคล ทำแบบทดสอบค้นหาอาชีพและจ้างสถาบันติวเตอร์ที่ดังในประเทศไทยมาทำงานกับเมือง มีอบรมตั้งแต่เรื่องวิชาการจนถึงการทำแฟ้มสะสมผลงาน การคัดกรองเด็กสมาธิสั้นแบบ 100% และรักษาเพื่อให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ขาดสติ
เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มาก ๆ ยะลาจะจัดงานระดมทุนช่วยหลายรูปแบบ เช่น งานวิ่งยะลามาราธอนเพื่อระดมทุนช่วยเด็ก หรือช่วงที่ศูนย์การค้าโลตัสและบิ๊กซีมาเปิดที่ยะลา เงื่อนไขหนึ่งที่นายกอ๋าคุย คือต้องมีเด็กยากจนหรือครอบครัวเด็กยากจนเข้าไปทำงาน โดยเมืองจะฝึกให้ หรือเด็กยากจนคนไหนอยากทำงานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอมให้มาลงชื่อไว้ แล้วเทศบาลจะหาห้างร้านในจังหวัดยะลาให้เขาทำงาน
ทุกวันนี้นายกอ๋ามองว่าห้างร้านไหนรับเด็กทำงาน เมืองจะลดภาษีที่ดินและก่อสร้างให้ เป็นการจูงใจให้เขารับเด็กทำงาน
“สิ่งเหล่านี้ส่วนกลางทำได้มั้ย เป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามมาเสมอ”

ทำยะลาให้มีกินมีใช้ไปด้วยกัน
ความยากจนเป็นปัญหาสำคัญของเมืองยะลา สิ่งที่นายกอ๋าทำเป็นอย่างแรกคือการมองต้นทุนของเมือง ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ความสะอาด ผังเมืองสวยมีระเบียบ ความเป็นพหุวัฒนธรรม การศึกษาที่ครบถ้วนทุกรูปแบบ และพืชเศรษฐกิจสำคัญ
เมื่อมองเห็นต้นทุนเหล่านั้นก็หาวิธีบูรณาการเพื่อสร้างรายได้
“ยะลามีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีนักลงทุนมาหาผมที่ยะลา ผมเอาส้มโชกุนให้กิน เอากล้วยหินยะลาให้กิน พอเขากินปั๊บ เขาบอกว่าไม่เคยกินส้มรสชาตินี้ มีแต่ดินของยะลาที่ทำการเกษตรแบบนี้ได้”
เขาเล่าเพิ่มว่า ผู้อำนวยการศูนย์ข้าวที่ปัตตานีมาวิจัยข้าวหอมมือลอ ข้าวพันธ์ุท้องถิ่นในยะลา พบว่ามีคุณค่าโภชนาการสูงกว่าอีก 40 สายพันธุ์ในภาคใต้ ตอนนี้เขากำลังทำเรื่องยางพารา เทศบาลซื้อที่ 130 ไร่เพื่อทำวิจัยเองให้ยางพารามีคุณภาพขึ้นไปอีก นายกอ๋าเห็นว่าทุนยะลาดี แต่สิ่งที่ขาดคือการตลาด ต้องเอานวัตกรรมเข้ามาช่วย
“นวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญที่เรานำมาใช้พัฒนาเมือง เช่น เอามาช่วยเรื่องระบบเตือนภัยพิบัติที่สมบูรณ์ที่สุด และวันนี้เทศบาลนครยะลากำลังทำแพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้าท้องถิ่น เราคัดเลือกสินค้า 30 ชนิดขึ้นแพลตฟอร์ม จ้างอินฟลูเอนเซอร์ขายออนไลน์ไปตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเทศบาลจะคัดกรองคุณภาพสินค้ารวมถึงพัฒนามาตรฐานให้สูงขึ้น คนขายได้ขายของมีคุณภาพ คนซื้อก็ได้ของดีที่เขาอยากได้ ฝั่งเทศบาลก็เก็บค่าธรรมเนียม 10% จากราคาสินค้า จ่ายเป็นค่าแพลตฟอร์ม ค่าคนทำงาน ค่าอบรมพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อดูแลกันอย่างเป็นระบบ”
พ่อเมืองยะลาคิดว่าพึ่งพาส่วนกลางอย่างเดียวคงไม่ได้ เทศบาลทุกแห่งมีของดี เป็นดีเอ็นเอของตัวเอง ถ้าเทศบาลทุกแห่งทำกันหมด จะเพิ่มโอกาสให้ชาวบ้าน มีรายได้ไปด้วยกัน

“ยะลาพร้อมเป็น Sandbox หรือพื้นที่ทดลองให้เมืองอื่นเห็นว่าโครงการต่าง ๆ เวิร์กมั้ย ถ้าเวิร์กก็ขยายทั้งประเทศเพื่อสร้างโอกาสไปด้วยกัน ซึ่งการทำแบบนี้ได้ หนึ่ง บุคลากรต้องพร้อม ผมเชื่อในบุคลากรของผมที่เราทำงานกันมานาน สอง ผู้นำต้องพร้อม ผมก็คิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่นอยู่แล้ว ผมไม่เคยมองเรื่องระเบียบเป็นข้อจำกัด ระเบียบไม่ได้มีไว้กักขังคนเพราะบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงตลอด โลกเปลี่ยนแปลงตลอด ระบบจะมาแข็งทื่อไม่ได้ มันต้องเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง
“ตอนผมเป็นนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ผมออกทุนเพื่อจ้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎระเบียบมาช่วยปรับปรุงกฎให้เท่าทันโลก
“ผมคิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่นอยู่แล้ว” เขาเล่า
ก้าวต่อไปที่นายกอ๋ามองไว้ คือการตั้งบริษัทยะลาพัฒนาเมืองเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพของคนรุ่นใหม่ โดยเทศบาลนครยะลาช่วยออกทุนและหาผู้ร่วมทุนที่เชี่ยวชาญแต่ละด้าน มาจับมือกับนักเรียนนักศึกษาที่ชนะโครงการวิจัยต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อบริษัทสตาร์ทอัพมีกำไร นักเรียนนักศึกษาซื้อกิจการไปเป็นของตนเองได้ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจส่งเสริมการทำงานในบ้านเกิดของคนรุ่นใหม่
นายกอ๋าเล่าว่าโครงการนี้เกิดนักเรียนชนะรางวัลระดับประเทศมากมาย เช่น รางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2026 โดยนักเรียนชนะเลิศการพัฒนาผลิตภัณฑ์แกงเขียวหวานจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จนมีบริษัทสนใจมาซื้อลิขสิทธิ์ นายกอ๋าจึงชวนให้เด็ก ๆ ขายลิขสิทธิ์ก็ต่อเมื่อโรงงานมาตั้งที่ยะลาเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน หรือลองทำสตาร์ทอัพโดยอ๋าเชิญคนมาอบรมเรื่องลิขสิทธิ์ให้เด็ก ๆ ทันที
“ส่วนหนึ่งผมไม่อยากให้เด็กต้องออกไปหางานที่อื่น ตอนนี้เด็กที่ได้รางวัลอยู่กับผมเยอะมาก ผมมี 3D Printer เด็กอยากได้อะไร อยากลองใช้อะไร ผมซื้อให้ ผมเอาเงินที่เด็กได้รางวัลกลับไปให้เด็ก
“ผมไม่อยากให้เขามองว่ารัฐพึ่งไม่ได้ ถ้าเด็กรุ่นใหม่เขาหมดหวัง เขาพร้อมที่จะไป เราอยากให้เด็กมีความหวัง”

ภาพ : ฮาฟิก หะยี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/pongsak-yingchoncharoen/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WH__Fe5Tc0s-aSbI5czMz

