• Wed. Mar 18th, 2026

สศช.ชี้สงครามดันน้ำมัน 120 ดอลลาร์ เสี่ยงเศรษฐกิจโลก

สศช.ชี้สงครามดันน้ำมัน-120-ดอลลาร์-เสี่ยงเศรษฐกิจโลกสศช.ชี้สงครามดันน้ำมัน 120 ดอลลาร์ เสี่ยงเศรษฐกิจโลก

สศช. ฉาย 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ชี้เสี่ยงดันน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ กดเศรษฐกิจไทย-โลก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย ล่าสุด ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลการประเมินของสำนักงาน สศช. ที่นำเสนอให้คณะรัฐมนตรี โดยวิเคราะห์เป็น 3 ฉากทัศน์หลัก สะท้อนระดับความรุนแรงของสงครามและผลกระทบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ ‘ราคาน้ำมัน’ ซึ่งเป็นตัวส่งผ่านแรงกระแทกไปยังเศรษฐกิจโดยตรง

middle-east-war-oil-impact-thai-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

ในกรณีฐานที่ไม่มีความรุนแรง ราคาน้ำมันดิบโลกจะอยู่ในกรอบ 58-68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอยู่เพียง 0.2% แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มยกระดับ ผลกระทบจะชัดเจนขึ้นทันที โดยฉากทัศน์แรก หากสงครามกระจายตัวในวงจำกัดและจบภายใน 1 เดือน แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางส่วนจะเสียหาย แต่ระบบอุปทานยังพอประคองได้ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยเพิ่มเป็นประมาณ 1% ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังบริหารจัดการได้ และเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด โดยคาดหวังว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายได้ในช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายน

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ลุกลามเป็นวงกว้างครอบคลุมทั้งภูมิภาคและยืดเยื้อราว 3 เดือน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบสำคัญอย่างฮอร์มุซ ซึ่งอาจถูกกระทบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกดดันให้หลายประเทศเผชิญภาวะ “เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง” หรือ Stagflation ขณะที่เงินเฟ้อไทยมีโอกาสเร่งขึ้นแตะ 1.9% กระทบกำลังซื้อและต้นทุนธุรกิจในวงกว้าง

กรณีรุนแรงที่สุด หากสงครามยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบและมีประเทศมหาอำนาจเข้าร่วม ราคาน้ำมันดิบโลกอาจทะยานเฉลี่ยทั้งปีเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะไม่ใช่แค่ปัญหาราคาพลังงาน แต่จะลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกในลักษณะ “ภาวะถดถอยรุนแรง” (Global Depression) ท่ามกลางความเสี่ยงขาดแคลนทั้งพลังงานและอาหาร แม้โอกาสเกิดจะยังต่ำ แต่ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องเตรียมรับมือ

สำหรับเศรษฐกิจไทย ผลกระทบจะส่งผ่าน ‘ราคาน้ำมัน’ เป็นหลัก โดยทุกการปรับขึ้นของราคาดีเซล 1 บาท จะทำให้ GDP ลดลงราว 0.02% ซึ่งแม้ดูไม่มาก แต่หากปรับขึ้นต่อเนื่องจะสะสมเป็นแรงกดดันต่อการเติบโต โดยเฉพาะในภาคขนส่งที่ใช้น้ำมันดีเซลสูงถึง 18,000 ล้านลิตรต่อปี ภาคเกษตรกรรมราว 1,800 ล้านลิตร และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจำนวนมาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า และซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน

ในด้านการรับมือ ภาครัฐเตรียมมาตรการลดต้นทุนควบคู่กัน ทั้งการตรึงราคาปุ๋ยเพื่อช่วยภาคเกษตร ซึ่งยังมีสต๊อกเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการเพิ่มทางเลือกพลังงานราคาถูก เช่น ไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า อย่างไรก็ตาม การใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนราคายังเป็นภาระสูง และการเสริมสภาพคล่องกองทุนยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายในช่วงรัฐบาลรักษาการ

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลในช่วงที่ผ่านมา คือ สถานีบริการน้ำมันบางแห่ง ‘ไม่มีน้ำมันจำหน่าย’ ซึ่งเลขาธิการ สศช. ย้ำว่า ไม่ใช่การขาดแคลน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบโลจิสติกส์จากความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยอดใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มจากวันละกว่า 30 ล้านลิตร เป็น 50–60 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ดีเซลเพิ่มเป็นกว่า 80 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้การขนส่งไม่ทัน ภาครัฐจึงแก้ไขด้วยการเปิดให้รถขนน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งระบายเชื้อเพลิงเข้าสู่สถานีบริการ

ภาพรวมสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังมี ‘กันชน’ ในระดับหนึ่ง แต่ยังเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะหากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยประคองสถานการณ์ คือการควบคุมต้นทุนภายในประเทศ การบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของระบบในระยะสั้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/middle-east-war-oil-impact-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvg_nuBGYWgHxO5p7Qcgw