• Wed. Mar 18th, 2026

เปิดแผน ปตท. บริหารวิกฤติน้ำมัน เพิ่มซัพพลาย สกัดกระทบเศรษฐกิจ

เปิดแผน-ปตท.-บริหารวิกฤติน้ำมัน-เพิ่มซัพพลาย-สกัดกระทบเศรษฐกิจเปิดแผน ปตท. บริหารวิกฤติน้ำมัน เพิ่มซัพพลาย สกัดกระทบเศรษฐกิจ

โครงสร้างธุรกิจน้ำมันสำเร็จรูปของไทยยังคงยืนอยู่บนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างโรงกลั่น ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้บริโภค 

โดยมี “ผู้ค้าตามกฎหมาย” แต่ละประเภททำหน้าที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน “กลไกราคา” และ “การบริหารจัดการช่องทางขาย” โดยเฉพาะกลุ่ม “Jobber” หรือผู้ค้าอิสระ/ผู้ค้าคนกลาง ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สะท้อนการแข่งขันและเสถียรภาพตลาดในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติพลังงาน

โครงสร้างซัพพลายเชน: จากโรงกลั่นสู่มือผู้บริโภค

ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเริ่มต้นจากโรงกลั่นน้ำมัน (Refineries) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตน้ำมันพื้นฐาน (Base) ที่ยังไม่ผ่านการผสม ก่อนจำหน่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ม.7) ใน “ราคาหน้าโรงกลั่น” แบ่งเป็น

1. โรงกลั่น → ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (ม.7): โรงกลั่นขาย Base น้ำมันสำเร็จรูปที่ยังไม่ผสมให้กับผู้ค้าน้ำมัน ม.7 ในที่ราคาหน้าโรงกลั่น

2. ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 → สถานีบริการ (ม.11): ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 ขายน้ำมันสำเร็จรูปที่ผสมตามมาตรฐานให้กับสถานีบริการในรูปแบบราคาขายส่ง ราคานี้รวม marketing margin และกลไกกองทุนน้ำมันฯ

3. ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 → Jobber (ม.10): ราคาขายให้ Jobber โดยทั่วไปจะอิงราคาประกาศตลาดรายวัน ไม่มีสูตรราคาที่ตายตัว โดยกลุ่ม Jobber แบ่งเป็นลูกค้าประจำและลูกค้าขาจร

ในภาวะปกติราคาขายจาก ม.7 ให้กับ Jobber มักต่ำกว่าราคาหน้าสถานีบริการ แต่ในช่วงราคาตลาดปรับขึ้นสูง ราคานี้อาจจะสูงกว่าราคาหน้าสถานีบริการได้

4. สถานีบริการ (ม.11): สถานีบริการขายน้ำมันให้ประชาชนในราคาประกาศหน้าสถานีบริการ

5. Jobber (ม.10): Jobber ขายน้ำมันให้ลูกค้าของตนใน ราคาที่ตกลงกันตามตลาด

“ตลอดทั้งห่วงโซ่นี้ จะมี “ภาษี” แทรกอยู่ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต, ภาษีบำรุงท้องถิ่น และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคาขายปลีก ตั้งแต่โรงกลั่น → ม.7 → สถานีบริการ”

การบริหารจัดการในช่วง Crisis ของกลุ่ม ปตท.

ในภาวะวิกฤติ กลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เร่งการผลิตจากโรงกลั่นในกลุ่มให้สูงกว่าระดับปกติ โดยบางช่วงเดินเครื่องเกิน 100% ของกำลังการกลั่น เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

สำหรับการบริหารการกระจายน้ำมันสำเร็จรูป กลุ่ม ปตท. ได้กำหนดแนวทางสำคัญดังนี้

1. ให้ความสำคัญกับการจำหน่ายผ่านสถานีบริการก่อนจัดสรรน้ำมันสำเร็จรูปให้กับ สถานีบริการในเครือบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำมันได้ทั่วประเทศเป็นลำดับแรก

2. การจัดสรรให้ Jobber ตามลำดับความสำคัญ โดยปริมาณน้ำมันที่เหลือจากการจำหน่ายผ่านสถานีบริการ จะจัดสรรให้กับ Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำก่อน จากนั้นจึงจัดสรรให้ลูกค้ารายอื่นตามลำดับ

3. การกำหนดเพดานราคาขายให้ Jobber สำหรับในช่วงวิกฤติ กลุ่ม ปตท. ได้กำหนด เพดานราคาขายให้ Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยให้ราคาขายไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ + 2 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2569 โดยเพดานราคาดังกล่าวเป็น “กรอบราคาสูงสุด” ที่ใช้ควบคุมการขายในตลาด Jobber ไม่ให้ราคาปรับสูงขึ้นมากเกินไปในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

สำหรับในกรณีที่ราคาตลาดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำหนดเพดานราคานี้ กลุ่ม ปตท. ต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันบางส่วนไว้เอง ส่วนต่างราคา 2 บาทดังกล่าวจึงมีไว้เพื่อครอบคลุมต้นทุนและความเสี่ยงในช่วงภาวะวิกฤติ เช่น

  • ความผันผวนของราคาน้ำมัน
  • ต้นทุนทางการเงินของภาระกองทุนที่ต้องรอการชดเชย
  • ค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้าและการขนส่ง

ซัพพลายเชนน้ำมันสำเร็จรูปของไทยจึงไม่ใช่เพียงระบบกระจายสินค้า แต่เป็น “ระบบบริหารสมดุล” ระหว่างการเข้าถึงพลังงานของประชาชน, ความอยู่รอดของผู้ประกอบการ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hhg0JqDc0ldZstSN_7Dth