• Tue. Mar 17th, 2026

KKP ชี้! เศรษฐกิจไทยเปราะบาง รับแรงกดดันวิกฤตสงคราม เสี่ยงถดถอย

kkp-ชี้!-เศรษฐกิจไทยเปราะบาง-รับแรงกดดันวิกฤตสงคราม-เสี่ยงถดถอยKKP ชี้! เศรษฐกิจไทยเปราะบาง รับแรงกดดันวิกฤตสงคราม เสี่ยงถดถอย

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องสงครามค่อนข้างมาก โดยก่อนหน้าที่จะมีสถานการณ์สงครามเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดูดีขึ้นจน KKP ตั้งใจจะปรับประมาณการเศรษฐกิจขึ้น แต่จำเป็นต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน 

ที่มา : KKP
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงิน KKP

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงมากจากความเสี่ยงราคาพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคที่ระดับประมาณ 6.5% ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูงและการใช้พลังงานที่อาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

“เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางค่อนข้างสูงมากต่อความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคเลยประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสะท้อนการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศค่อนข้างสูง”

สำหรับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากอดีต โดยความขัดแย้งในอดีตมักไม่ค่อยกระทบอุปทานของน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ จึงแทบไม่มีผลกับเศรษฐกิจโลก แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการยึดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีน้ำมันไหลผ่านถึงประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่โลกมีการผลิตและใช้น้ำมันรวม 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ คิดเป็น 1 ใน 5 ของโลกที่ถูกรบกวน แม้จะเริ่มมีการปรับตัวโดยการส่งน้ำมันผ่านท่อไปทางทะเลแดงหรือย้ายการส่งออกของ UAE ไปนอกช่องแคบฮอร์มุซ แต่น้ำมันก็ยังหายไปจากโลกประมาณ 10- 15 ล้านบาร์เรลต่อวันอยู่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ประกอบกับความไม่แน่นอนของจุดจบสงครามที่ยังคงมีอยู่สูง และยังไม่ชัดเจนว่าจะยาวนานเพียงใด

อย่างไรก็ตาม KKP ได้มีการประเมินฉากทัศน์ในอนาคต แบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ 

  • 1)จบเร็ว ซึ่งอาจเกิดจากการเจรจาหรือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเปิดได้ ทำให้ราคาน้ำมันอาจลดลงกลับไปใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดปัญหา 
  • 2)ยืดเยื้อ ซึ่งราคาน้ำมันจะค้างอยู่ในระดับสูงต่อไปเนื่องจากช่องแคบยังคงปิดอยู่ 
  • 3)รุนแรง โดยมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เช่น โรงกลั่น ท่อส่งน้ำมัน หรือจุดบรรจุลงเรือ ซึ่งแม้อาจจะเปิดช่องแคบได้แต่ก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟู 

ทั้งนี้ ทาง Bank of America (BofA) ประเมินว่า หากจบเร็วภายในเดือนเมษายน ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในปี 2026 จะขึ้นจากระดับ 60 กว่าดอลลาร์ในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากยืดเยื้อไปถึงไตรมาสที่2 ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากรุนแรงกว่านั้นราคาก็อาจจะทะลุระดับดังกล่าวไปได้

“เรามอง 3 scenario ใหญ่ๆ คือ จบเร็ว ยืดเยื้อ และรุนแรง เราสนใจว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ไหม มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมันหรือไม่ และมีการหาแหล่งพลังงานชดเชยน้ำมันที่หายไปได้หรือไม่”

ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อประเทศไทยมีความรุนแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากมีการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 58-60% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากก๊าซปิโตรเลียมเหลว เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดส่งออกที่สำคัญของประเทศใหญ่อย่างกาตาร์ โดยในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น ไทยผลิตเองได้ 55 % และนำเข้า 45% อีกทั้งการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซสูงถึง 68% จึงมีความเสี่ยงทั้งเรื่องราคาที่พุ่งสูงและการขาดแคลนพลังงาน 

ผลกระทบเหล่านี้ ส่งผลต่อทั้งภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับผลกระทบจากค่าพลังงานอย่างหนัก ภาครัฐจึงต้องแบกรับภาระสูงในการชดเชยราคาพลังงาน ปัจจุบันรัฐตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาจริงอยู่ที่ 48 บาท ทำให้กองทุนน้ำมันต้องชดเชยลิตรละ 18 บาท คิดเป็นภาระกว่าพันล้านบาทต่อวันเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งจะจำกัดพื้นที่และสร้างความซับซ้อนทางการคลังอย่างมาก

ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มผ่อนคลายและปรับมุมมองนโยบายลงมาที่ 1.0 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจเสี่ยง แต่ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้นทำให้การตัดสินใจซับซ้อนขึ้นและเกิดความเสี่ยงแบบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวร่วมกับเงินเฟ้อสูง 

อย่างไรก็ตาม KKP คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่ถึงขั้นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนนโยบายภาครัฐ ควรพิจารณาปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนตามต้นทุนที่แท้จริง และเปลี่ยนรูปแบบการชดเชยไปเป็นการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่มแทนการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เพื่อลดการบิดเบือนของกลไกและลดภาระทางการคลัง 

สำหรับประเด็นเงินเฟ้อนั้น คาดว่าจะไม่พุ่งสูงถึงระดับ 8- 9% เหมือนรอบความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน เนื่องจากฐานราคาน้ำมันรอบนี้เริ่มต้นที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ ไม่ใช่ฐานต่ำสุดที่ 40 ดอลลาร์เหมือนในอดีต และองค์ประกอบอื่นๆ ของเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงติดลบเกือบทั้งหมด
 

ที่มา : KKP
นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP

ด้านนายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบผ่านสามตัวแปรหลัก ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ชะลอตัวหรือติดลบ 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน KKP ประเมินผลกระทบกรณีเลวร้ายที่สุด ที่ราคาน้ำมันแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างนาน 5-6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ต่ำกว่า 0.7% เพราะจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ปัญหาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรปที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องไปยังภาคบริการอื่นๆ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อบริโภคในประเทศ เนื่องจากคนไทยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงประมาณ 12% ทำให้ต้องลดการใช้จ่ายในส่วนอื่นลง และจะกระทบต่อภาคการส่งออก ที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้น และอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัว

“ผลกระทบจะผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ และส่งออก ในกรณีเลวร้ายที่ราคาน้ำมันเกินร้อยไปแตะ 120 แล้วค้างไป 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจจะโตได้ต่ำกว่า 0.7% ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยได้”

ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่ทาง KKP คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะปรับขึ้นไปแตะได้ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย และคงไม่ถึงขนาดกดดันให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะยังคงเกินดุลได้อยู่ที่ 1.2% จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะแตะ 35 ล้านคนในปีนี้ 

ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม ทาง KKP ได้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีจาก 1.6% ขึ้นเป็น 1.8% เนื่องจากมีโมเมนตัมที่ดีขึ้นจากการท่องเที่ยว ภาคการผลิตบางกลุ่มที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ แต่พัฒนาการของสถานการณ์สงครามในปัจจุบันก็ยังคงทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงขาลงอยู่มาก จึงต้องจับตาและมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

“ก่อนหน้าสถานการณ์สงครามเราเห็นโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเล็กน้อยจนปรับตัวเลขจีดีพีขึ้นเป็นโตที่ 1.8% แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูงโดยเฉพาะ development ของสงคราม ก็ยังทำให้แนวโน้มค่อนข้าง uncertain และมี downside risk พอสมควร”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q9zSzRosQg3M_8Gec8Lb_