ไฟสงครามตะวันออกกลางกำลังสะเทือนถึง ‘ท่องเที่ยวไทย’ เมื่อเส้นทางบินต้องอ้อม ต้นทุนสายการบินพุ่ง และเที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะอุตสาหกรรมฯประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจสูญรายได้ท่องเที่ยว ‘หลายหมื่นล้านบาท’
ไฟสงครามตะวันออกกลางกำลังสะเทือนถึง ‘ท่องเที่ยวไทย’ เมื่อเส้นทางบินต้องอ้อม ต้นทุนสายการบินพุ่ง และเที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะอุตสาหกรรมฯประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจสูญรายได้ท่องเที่ยว ‘หลายหมื่นล้านบาท’
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “แผนฟื้นท่องเที่ยวของไทย” กำลังสะดุด หลังไฟสงครามในตะวันออกกลางปะทุ จนกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก
หลังจากปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 7%” เหลือ 32.9 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมาก ไทยจึงตั้งเป้าปี 2569 ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36 ล้านคน โดยหวังว่าความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตลาดระยะไกลอื่น ๆ จะเติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่า ไทยอาจเผชิญการลดลงของนักท่องเที่ยว “อีก 10-15%” เนื่องจากสงครามกับอิหร่านทำให้สายการบินต้องบินอ้อม ส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการยกเลิกเที่ยวบิน ซึ่งกระทบนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่มักเดินทางมาไทยผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทยกล่าวว่า “การบินอ้อม” ทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น สายการบินจึงต้องขึ้นราคาตั๋ว และเมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรวมสูงขึ้น ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางมาไทย
ในขณะนี้ ภาคการท่องเที่ยวของไทยเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 8.9%” จากสัปดาห์ก่อนหน้า เหลือ 616,229 คน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ยิ่งไปกว่านั้น นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางลดลงถึง 18% ในสัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณ 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหาร
ขณะเดียวกัน การบินไทยประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 10-15% เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และสายการบินอื่น ๆ จำนวนมากก็ประกาศปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทาง
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจ “สูญเสียรายได้สูงถึง 29,000 ล้านบาท” แต่หากสงครามยืดเยื้อเพียง 1-3 เดือน รายได้ท่องเที่ยวอาจ “หายไป 9,000-20,000 ล้านบาท”
ด้านบริษัทเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศคาดว่า ต้นทุนการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง จะทำให้ผลประกอบการปีนี้ลดลง
สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเซ็นทรัล รีเทลกล่าวว่า ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง จะทำให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 1%
เขายังระบุว่า ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ผลกระทบเชิงลบจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกเที่ยวบินและราคาการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาว ผลกระทบจะลดลง เพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางมาไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย จึงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม
สมาคมโรงแรมไทยยังระบุว่า “จังหวัดภูเก็ต” ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป จะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ
เทียนประสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ภาคท่องเที่ยวกำลังฝากความหวังไว้กับนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย และมาเลเซีย และต้องการให้รัฐบาลทำการตลาดในประเทศเหล่านี้มากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
ในปี 2568 “มาเลเซีย” เป็นประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวมาไทยมากที่สุด จำนวน 4.5 ล้านคน รองลงมาคือจีน 4.4 ล้านคน และอินเดีย 2.4 ล้านคน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
อ้างอิง: nikkei
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225347&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjLqzUtflu8sIDB3cUOLS

