• Sun. Mar 15th, 2026

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

สัญญาณดี!-ต้นปี-69-ต่างชาติถือครอง-56-ล้านล้าน-ซื้อสุทธิแรง-5.8-หมื่นล้าน-หลังเลือกตั้งสัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) พบว่า ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 861 หลักทรัพย์ มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 5.61 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 35.74% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด

ขณะที่ ณ สิ้นปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 855 หลักทรัพย์ มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 5.83 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 33.83% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด

มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ

หากเปรียบเทียบข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2568 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2567 พบว่า 

  • ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 23 หลักทรัพย์ ซึ่ง 18 หลักทรัพย์ (หรือประมาณ 78.26%) เป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายใหม่ (New Listing) ในปี 2568  และอีก 5 หลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว
  • ในทางกลับกันพบว่า มีหลักทรัพย์ 17 หลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างประเทศมีการถือครองหุ้นอยู่ ณ สิ้นปี 2567 แต่กลับไม่มีในพอร์ตของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งพบว่า 12 หลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่เพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในปี 2568 (Delisting) และอีก 5 หลักทรัพย์เป็นการขายหุ้น (Sell off) ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของจำนวนหลักทรัพย์ที่ต่างชาติถือครอง

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

  • สำหรับหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นต่อเนื่อง 838 หลักทรัพย์ (ตารางที่ 2) พบว่า 183 หลักทรัพย์มีมูลค่าการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้น และอีก 4 หลักทรัพย์มีมูลค่าถือครองหุ้นคงเดิม ขณะที่ 651 หลักทรัพย์มีมูลค่าการถือครองหุ้นลดลง และเมื่อพิจารณาสาเหตุหลักที่ทำให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยรวมลดลง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ และการปรับพอร์ตของหลักทรัพย์ขนาดเล็ก

“ในช่วง 2 เดือนของปี 2569 SET Index ปรับเพิ่มขึ้น กอปรกับการซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคม 2569 และมีแนวโน้มสูงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569”

ในช่วงต้นปี 2569 ความชัดเจนของทิศทางการเมือง (Election Rally) และแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อีกทั้งราคาหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยที่ปรับลงอย่างมากในปีก่อน อีกทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ดีกว่าคาด ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาสนใจลงทุนเพิ่มเติมในตลาดหุ้นไทย

การถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติทุบสถิติใหม่

โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิรวมกว่า 58,905 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ตลอดทั้งปี นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 107,096 ล้านบาท

เมื่อพิจารณารายเดือน พบว่า ในเดือนมกราคม 2569 ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น โดย SET Index เพิ่มขึ้น 5.24% จากสิ้นปีก่อน อีกทั้งนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิต่อเนื่องจากเดือนธันวาคม 2568 ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิ 4,345 ล้านบาท

ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 6.11 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 37.11% ของ Market Cap รวมทั้งตลาด

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยด้วยมูลค่าซื้อสุทธิเดือนเดียวสูงถึง 54,560 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังประกาศผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (ผลการเลือกตั้ง) อย่างไม่เป็นทางการ ที่สะท้อนว่าแนวโน้มการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

ส่งผลให้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิวันเดียว 16,547 ล้านบาท และในช่วงวันที่ 9 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 44,055 ล้านบาท และในเดือนนี้ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 15.69% จากสิ้นเดือนมกราคม 2569

จึงคาดว่ามูลค่าการ ถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากสิ้นเดือนมกราคม 2569 จากปัจจัยด้านราคาหลักทรัพย์และการซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างประเทศ 

ในเดือนมีนาคม 2569 ตั้งแต่ต้นเดือน ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากความตึงเครียดจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่ง SET Index ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก

โดยในวันที่ 2 และ 4 มีนาคม 2569 SET Index ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและก่อนสิ้นสุดช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 (Trading Session I) ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 12.18 น. SET Index ลดลงต่ำกว่าวันก่อนหน้ามากกว่า 8% ทำให้มีการประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker พักซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที แต่อยู่ในช่วงใกล้จบช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 และพักเที่ยง จึงหยุดการซื้อขายเพียง 12 นาทีที่เหลือ (Circuit Breaker ครั้งที่ 7 ของตลาดหุ้นไทย) และกลับมาซื้อขายในช่วงบ่าย

และปิดตลาด SET Index ลดลง 5.58% จากวันก่อนหน้า แต่ในวันนั้นนักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 1,053 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ด้วยความรุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ดังกล่าว นักลงทุนต่างประเทศเริ่มขายสุทธิในวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569 รวม 13,854 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ณ สิ้นวันที่ 6 มีนาคม 2569 ปิดที่ 1,410.37 จุด ลดลง 7.72% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 6 มีนาคม 2569 นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 45,434 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้นมา 11.96% จากสิ้นปีก่อน จึงคาดการณ์ว่า มูลค่าการถือครองของนักลงทุนต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน

จากพฤติกรรมการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น อาจสรุปได้ว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงอยู่และสนใจลงทุนในตลาดหุ้น และเมื่อพิจารณาข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ จำแนกตามกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right) ในลำดับถัดไป จะช่วยให้ทราบถึงวัตถุประสงค์การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่ช่วยยืนยันความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย

เมื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในปี 2568 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นไทยรวม 10.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 52.83% ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งหมดในตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุด (เมื่อเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่นๆ)

ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 หรือสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เมื่อนับจากปี 2565 และพบว่าสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนสูงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการซื้อขายรวมของทั้งตลาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

หากเปรียบเทียบมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2568 (10.49 ล้านล้านบาท) กับมูลค่าการถือครองหุ้น ถัวเฉลี่ยของนักลงทุนต่างประเทศเฉลี่ย ณ สิ้นปี 2567 และ ณ สิ้นปี 2568 (5.72 ล้านล้านบาท) พบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1.83 เท่าของมูลค่าการถือครองหุ้นถัวเฉลี่ย

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณามูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2568 จำแนกกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right) พบว่า 53.0% ของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในปี 2568 เป็นการซื้อขาย local shares และ  46.5% เป็นการซื้อขาย NVDR และมีการซื้อขาย foreign shares เพียง 0.5% เท่านั้

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างประเทศยังมีพฤติกรรมการซื้อขายเหมือนกับปีที่ผ่านๆ มา กล่าวคือ นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกำไรระยะสั้น

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณามูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในปี 2568 ที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 107,096 ล้านบาทในตลาดหุ้นไทย พบว่า นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิใน Local Shares สูงถึง 190,724 ล้านบาท และขายสุทธิใน Foreign shares เล็กน้อยประมาณ 3,467 ล้านบาท ขณะที่ซื้อสุทธิสะสมใน NVDR 87,095 ล้านบาท

สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยทำกำไรผ่าน local shares และ NVDR และยังคงรักษาระดับการลงทุนในระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ด้วยการถือครอง Foreign shares

ฟันด์โฟลว์ตัวแปลสภาพคล่องหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการถือครองและพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้ในบางช่วงเวลาจะมีการขายสุทธิ แต่ระดับการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด ขณะเดียวกันมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญต่อสภาพคล่องของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างการซื้อขายที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าการถือครอง และการซื้อขายผ่านทั้ง local shares และ NVDR ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นลักษณะการลงทุนที่มีทั้งมิติของการบริหารพอร์ตระยะสั้นควบคู่กับการรักษาระดับการลงทุนในตลาดโดยรวม

ดังนั้น การติดตามทั้งข้อมูลการถือครอง มูลค่าการซื้อขาย และรูปแบบการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในแต่ละช่วงเวลา จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสะท้อนทิศทางกระแสเงินทุนและโครงสร้างสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/653931&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MtrX4bZrgagvCVy8CQSHb