งานวิจัยชี้ “กรุ๊ปเลือด AB” อาจเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนอื่น
งานวิจัยใหม่จากวารสาร Asian Pacific Journal of Cancer Care พบว่า กรุ๊ปเลือด AB อาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของ มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer) มากกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น และยังมีแนวโน้มมีอาการของโรคที่รุนแรงกว่า งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมากเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือดกับความเสี่ยงของโรค
มะเร็งลำไส้ใหญ่ หนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของโลก
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงถือเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งในลำดับต้น ๆ เช่นกัน แม้การรักษาจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การค้นหาปัจจัยเสี่ยงของโรคยังเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อช่วยให้สามารถตรวจพบโรคได้เร็วและป้องกันได้ดีขึ้น
โดยทั่วไป ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีหลายด้าน เช่น พฤติกรรมการกิน โรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม นักวิจัยจึงเริ่มสนใจว่าปัจจัยพื้นฐานอย่าง กรุ๊ปเลือด อาจมีบทบาทต่อความเสี่ยงของโรคด้วยหรือไม่
ศึกษาเปรียบเทียบผู้ป่วยกว่า 3,500 คน
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวน 1,687 คน และเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่เป็นผู้บริจาคเลือดสุขภาพดีจำนวน 1,836 คน ระหว่างปี 2010–2024 เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือด ABO และ Rh กับความเสี่ยงของโรค
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลหลายด้าน เช่น ลักษณะของเนื้องอก ระยะของโรค การแพร่กระจาย รวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย โดยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อดูว่ากรุ๊ปเลือดมีความเกี่ยวข้องกับโรคมากน้อยเพียงใด
ผลวิจัย: คนกรุ๊ปเลือด AB เสี่ยงสูงกว่า
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มี กรุ๊ปเลือด AB โดยเฉพาะ AB Rh+ พบในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า คนกรุ๊ปเลือด AB มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น โดยมีค่าโอกาสเสี่ยงประมาณ 3.56 เท่า เมื่อเทียบกับกรุ๊ปเลือด B ซึ่งเป็นกรุ๊ปที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในการศึกษานี้
ยังมีแนวโน้มโรครุนแรงกว่า
ไม่เพียงแค่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ผู้ป่วยที่มีกรุ๊ปเลือด AB ยังมีแนวโน้มพบลักษณะของมะเร็งที่รุนแรงมากกว่า เช่น
- ระยะของเนื้องอกที่ลุกลามมากกว่า
- การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองสูงกว่า
- การแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นมากกว่า
นอกจากนี้ อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยกรุ๊ปเลือด AB อยู่ที่ประมาณ 17.14% ซึ่งสูงกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น และมีระยะเวลาการรอดชีวิตเฉลี่ยสั้นกว่า
กรุ๊ปเลือดอาจเกี่ยวข้องกับกลไกของโรค
นักวิจัยอธิบายว่า แอนติเจนของกรุ๊ปเลือดไม่ได้พบแค่ในเม็ดเลือดแดง แต่ยังพบในเซลล์ของระบบทางเดินอาหารด้วย ซึ่งอาจมีผลต่อกระบวนการทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง เช่น การอักเสบเรื้อรัง การสื่อสารระหว่างเซลล์ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
กลไกเหล่านี้อาจทำให้เนื้องอกเติบโตหรือแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นในผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดบางประเภท
ผลวิจัยอาจช่วยพัฒนาแนวทางคัดกรองโรค
นักวิจัยระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดอาจนำไปใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยประเมินความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด AB ซึ่งอาจเหมาะกับการตรวจคัดกรองที่ถี่ขึ้นหรือเริ่มตรวจเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังมีข้อจำกัด เช่น เป็นการศึกษาจากศูนย์เดียว และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นประชากรชาวตุรกี นักวิจัยจึงแนะนำว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในประชากรหลายประเทศ เพื่อยืนยันผลการวิจัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า กรุ๊ปเลือด AB อาจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สูงขึ้น รวมถึงแนวโน้มของโรคที่รุนแรงกว่า แม้จะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม แต่ข้อมูลนี้อาจช่วยให้แพทย์ใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยง และพัฒนาการตรวจคัดกรองโรคในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
- หมอตะลึง! เจอเคสผู้ป่วย “กรุ๊ปเลือดสีทอง” ทั้งโลกมีไม่ถึง 50 คน มีค่ายิ่งกว่ามรดกทองคำ
- ทารกที่เกิดจากพ่อแม่ “กรุ๊ปเลือดนี้” วิจัยยืนยัน จะมี IQ โดยกำเนิด “สูงกว่า” เพื่อนร่วมรุ่น!

ขอบคุณข้อมูล
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877690/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Rds1SJUvsvT3R7N_LKpF

