สถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางในตอนนี้ยังต้องมีการจับตากันอย่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายฝ่ายก็หวั่นใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยังไม่จบในเร็ววันนี้ หากยืดเยื้อก็จะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในแง่ของราคาพลังงานที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจจะทำให้ราคาข้าวของอุปโภค บริโภคแพงขึ้น รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้หลายภาคส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าอยากจะให้สถานการณ์จบลงโดยเร็วที่สุด หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างแน่นอน

ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสถานการณ์การสู้รบดังกล่าวทางหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่มีความเป็นห่วงในหลายประเด็น สิ่งแรกคือเรื่องของราคาน้ำมันที่อาจจะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หากน้ำมันแพงขึ้นราคาที่ใช้ในการขนส่งทั้งระหว่างประเทศก็มากขึ้นด้วย เพราะการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังเอเชียจะต้องอ้อมทำให้ต้นทุนในการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
“ดังนั้นจะต้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับราคาน้ำมันกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนการเดินทางด้วยสายการบิน เที่ยวบินจำนวนมากก็ต้องมีการระงับเอาไว้ก่อน เพราะกังวลใจในเรื่องของความปลอดภัย รวมถึงชาวต่างชาติที่จะเดินทางมายังเอเชียหรือประเทศไทยก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นซึ่งก็อาจจะทำให้มีผลต่อการตัดสินใจ”


ดร.กอบกิจ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้ประกอบการก็ต้องมีการติดตามและพร้อมที่จะปรับตัวเช่นกัน ซึ่งก็มีการคาดการณ์ออกเป็นสามระยะ ในระยะสั้นสามถึงหกเดือนหากราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นคาดว่าผู้ประกอบการรายย่อย น่าจะยังสามารถแบกรับต้นทุนได้อยู่ แต่ก็น่าห่วงว่าหลังจากนั้นจะสามารถแบกรับต้นทุนได้นานเท่าไหร่
ระยะกลาง 6 เดือนถึงหนึ่งปี จังหวัดเชียงใหม่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นซึ่งจะกระทบกับการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางจะหายไป และนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปที่ต้องต่อเครื่องที่ตะวันออกกลางก็อาจจะลดลงเช่นกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายแพงขึ้นเพราะต้องมีการเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมเฉลี่ย 10 วันอาจจะเหลือเพียง 6-7 วันเท่านั้น และที่น่าห่วงคือผู้ประกอบการรายย่อยอาจจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ส่งผลให้ต้องมีการปรับราคาสินค้า เพราะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ค่าไฟฟ้าเองก็มีแนวโน้มที่จะปรับราคาขึ้นด้วย
ระยะยาวคือสงครามยืดเยื้อมากกว่า 1 ปีขึ้นไป คาดว่าราคาพลังงานและข้าวของจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับรายได้และค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดความไม่สมดุลกัน จุดนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ทั้งประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยก็จะย่ำแย่ลง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสงครามขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นไปในหลายประเทศถือเป็นสิ่งที่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น



ดร.กอบกิจ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมรับมือ สิ่งแรกคือต้องพยายามควบคุมต้นทุนให้ได้ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงและบริหารจัดการเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและไฟฟ้าให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางถึงใหญ่อาจจะต้องมีการพิจารณาและปรับเปลี่ยนใช้พลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์มากขึ้น ในส่วนของตลาดปัจจุบันนี้คงไม่สามารถพึ่งพาตลาดในตลาดหนึ่งได้ จะต้องมีการหาและเจาะตลาดอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยวและการค้าขายสินค้า อาจเป็นตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างความร่วมมือกันเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันดีกว่ามาแข่งขันกันเอง
“สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คาดว่าจะสามารถเตรียมการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวได้ เพราะเป็นการทำงานต่อเนื่อง ควรจะมีการเตรียมพลังงานไว้ให้เพียงพอมีการเติมพลังงานเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมเข้ามา และต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง
อยากจะฝากให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะสามารถหรือไม่ ในการปรับอัตราค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้า ให้ตรึงราคาเอาไว้ให้ได้นานที่สุดและออกมาตรการช่วยเหลือ”

ด้าน สมิต ทวีเลิศนิธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้นึกถึงบรรยากาศช่วงวิกฤตโควิด-19 ชาว SME และภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนขั้นสุด ทั้งการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ค่าระวางเรือพุ่งกระฉูด และวัตถุดิบขาดแคลน

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความไม่แน่นอนที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือกันอย่างจริงจัง จึงอยากนำ 8 แนะนำให้พี่น้อง SME และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯได้ลองนำไปปรับใช้สำหรับธุรกิจ
1.กระแสเงินสดคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด
สถานการณ์ตอนนี้สามารถลุกลามได้เสมอ บทเรียนจากโควิดสอนเราว่า ท่ามกลางวิกฤตสภาพคล่องสำคัญกว่ากำไรเราต้องเตรียมพร้อมเรื่องเงินสดและวงเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อมที่สุด เพื่อรองรับแรงกระแทกจากต้นทุนที่อาจพุ่งสูงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
2.วางแผนรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เมื่อเงินซื้อน้ำมันไม่ได้ในเชิงทฤษฎีบริหารความเสี่ยง เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่เรื่องราคาแพง หากสงครามกระทบแหล่งผลิตพลังงาน น้ำมันอาจถูกจำกัดและจัดสรรโควตา เหมือนยุคที่หน้ากากอนามัยหรือวัคซีนขาดแคลนช่วงโควิด ต่อให้มีเงินก็อาจเติมน้ำมันเพื่อส่งของไม่ได้ ความเสี่ยงนี้จะยิ่งทวีคูณ หากเราพึ่งพาซัพพลายเออร์หรือมีลูกค้าหลักในต่างประเทศ
3.Shift จาก “Just-in-Time” เป็น “Just-in-Case”: นับเฉพาะของที่มีในมือช่วงเวลานี้ ทฤษฎีสต็อกแบบเป๊ะๆ (Just-in-Time) อาจทำเราสะดุดได้ ให้ประเมินศักยภาพการผลิตจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในคลังจริงๆเป็นหลัก เพราะสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอาจทำให้ตู้ถูกดองหรือเที่ยวเรือถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา การนับเฉพาะของที่แน่นอนแล้ว จะทำให้เรารู้แน่ชัดว่า เรามีของพอผลิตป้อนลูกค้าได้อีกกี่เดือน หากซัพพลายเชนโลกหยุดชะงัก
4.สื่อสารซัพพลายเออร์ และเร่งนำเข้าวัตถุดิบ บนพื้นฐานกระแสเงินสดเราต้องเริ่มจับเข่าคุยกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด และตัดสินใจเร่งนำเข้าวัตถุดิบสำคัญล่วงหน้าเข้ามาตุนไว้ส่วนหนึ่ง การมีของในโกดังทำให้อุ่นใจกว่า แต่ต้องรักษาสมดุลให้ดี ไม่ตุนจนเงินสดจม
5.จัดการพฤติกรรมการแห่ซื้อและกักตุนสินค้าเกินความจำ ต้องบริหารความคาดหวังลูกค้า เมื่อข่าวออก ลูกค้าจะเริ่มตื่นตระหนกและเร่งสั่งของ เข้ามาพร้อมๆ กันทุกเจ้า สิ่งที่ทีมขายและผลิตต้องทำคือ อย่ารับปากไปก่อนเช็คความพร้อม เราต้องเจรจา แบ่งโควตากำลังการผลิต วางแผนทำ OT อย่างรัดกุม และที่สำคัญคือต้องดูแลลูกค้ารายสำคัญก่อน พร้อมกับบริหารความคาดหวังอย่างตรงไปตรงมา
6.ระวังกับดักBullwhip Effect เตรียมรับมือความเงียบหลังพายุ ข้อนี้สำคัญมาก “ทฤษฎีแส้ม้า” บอกเราว่า ออเดอร์ที่ทะลักเข้ามาตอนนี้ ส่วนหนึ่งคือ “อุปสงค์เทียม” ที่ลูกค้าดึงอนาคตมาตุนไว้ เมื่อเราเร่งผลิตและขายจนหมด พายุลูกต่อไปคือความเงียบ ดังนั้น เมื่อขายได้เงินมาช่วงนี้ ต้องรักษากระแสเงินสดไว้ให้มั่น เพื่อหล่อเลี้ยงบริษัทในยามที่ออเดอร์หดตัวในเดือนถัดๆ ไป
7.แข่งกับเวลา ขยับก่อนโลจิสติกส์คอขวด
ตอนนี้ระบบขนส่งอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบเต็มที่ เราต้องใช้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ เร่งนำเข้าหรือส่งออกให้เร็วที่สุด ก่อนที่ปัญหาจะพอกพูนจนเกิดภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนหรือท่าเรือแออัดซ้ำรอยวิกฤตโควิด
8.ดูแลคนของเรา สวัสดิการและการปรับตัว
วิกฤตพลังงานจะกระทบค่าครองชีพของพนักงานโดยตรง ควรมีการเตรียมงบประมาณก้อนหนึ่งไว้เป็นสวัสดิการ สนับสนุนค่าใช้น้ำมันให้พนักงาน และเริ่มรณรงค์ระบบนั่งรถมาทำงานด้วยกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพราะเมื่อพนักงานหลังบ้านเราแข็งแรง เขาถึงจะมีแรงมาช่วยเราฝ่าวิกฤตหน้าบ้านได้ วิกฤตการณ์โลกเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเตรียมความพร้อม คือสิ่งที่เราเลือกทำได้ทันที


ขณะที่หนึ่งในผู้ประกอบการรถตู้รับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสารแบบไม่ประจำทาง ให้ข้อมูลว่า ในตอนนี้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางก็ยังไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง อาจจะมีบ้างในส่วนของน้ำมันช่วงก่อนหน้านี้ที่จะต้องไปหาปั๊มที่น้ำมันไม่หมด หรือต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันนานขึ้น ซึ่งก็จะกระทบกับระยะเวลาในการเดินทางของลูกค้า
ส่วนการขึ้นราคาน้ำมันในอนาคตก็จะกระทบกับการจ้างงานอยู่พอสมควร หากเป็นแบบที่ลูกค้าจ่ายค่าน้ำมันเองทุกครั้งก็จะกระทบในส่วนที่ลูกค้าอาจจะลดการเดินทางหรือระงับการเดินทางเอาไว้ก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนหากเป็นแบบเหมาที่รวมค่าจ้างเข้ากับราคาน้ำมันแล้วก็อาจจะต้องมีการปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งก็ต้องมีการอธิบายให้กับลูกค้าได้ทราบถึงที่มาที่ไปของการขึ้นราคา
“อย่างไรก็ตามก็อยากจะให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมัน และดูแลค่าของชีพของประชาชนให้สูงเกินไปเพราะหากประชาชนมีเงินในกระเป๋าน้อยมันก็จะกระทบกับเศรษฐกิจทั้งระบบ”



———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/chiang-mai-is-concerned-that-a-prolonged-conflict-in-the-middle-east-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VR9bs2-37HGNZeb9c4pvb

