จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้าช่วง 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง ผลสำรวจพบเอกชนหนุน 84% ส่วนกลุ่มคัดค้าน ยังกังวลเรื่องอุบัติเหตุ อาชญากรรม และการเข้าถึงน้ำเมาของเยาวชน
สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีนโยบายปลดล็อกช่วงเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (14.00-17.00 น.) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลาทดลอง 180 วัน หรือ 6 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และหลังจาก 6 เดือน จะมีการประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคมอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าจะขยายมาตรการต่อไปหรือไม่ โดยมีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะทำงาน และมีบทบาทหลักในการสนับสนุนข้อมูลจากงานวิจัยในการประเมินผลกระทบของมาตรการดังกล่าว
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด โดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยหลังเข้าประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยข้อมูลอัตราการดื่มขับ จากฐานข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ ของกรมควบคุมโรค พบว่า ภาพรวมอัตราดื่มขับ ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
และสถานการณ์ดื่มขับภายหลังการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลาระหว่าง 14.00 – 17.00 น. พบว่า ค่าเฉลี่ยอัตราการดื่มขับรายชั่วโมง ต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เป็นการลดลงทั้งเส้นกราฟที่เก็บในช่วงระยะเวลาหลาย 10 วัน และยังไม่เห็นการกระตุกขึ้นของเส้นกราฟแต่อย่างใด ซึ่งยังไม่ใช่ข้อสรุปเป็นเพียงข้อมูลช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะการทดลองให้ขยายเวลาขายจะต้องเก็บข้อมูล 180 วัน
ขณะที่การออกแนวทางห้ามขายเหล้าให้คนเมา นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า อยู่ระหว่างการร่างประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น โดยจะเป็นกฎหมายที่ออกภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ซึ่งมีการปิดรับฟังความเห็นในแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้นไปแล้ว คาดว่าประกาศจะแล้วเสร็จประมาณเดือน มี.ค.นี้ ก่อนช่วงสงกรานต์ ระหว่างนี้ร้านขายสามารถใช้แนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น เพื่อคัดกรองอาการเมามึน อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 29 ระบุว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมา
หลักการของกฎหมายคือ ต้องห้ามขายเด็กต่ำกว่าอายุ 20 ปี และห้ามขายให้แก่คนเมา ดังนั้น ถ้ามีประกาศนี้ออกมาแล้ว หากมีเหตุว่าคนซื้อไปเกิดเหตุในภายหลัง ถ้ามีการฟ้องร้องและพิสูจน์ความผิดได้ ผู้ขายจะมีโทษด้วย แต่ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง ร้านขายก็จะไม่มีความผิด
ขณะที่ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เผยว่า การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเพื่อประเมินผลมาตรการการปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินนโยบายด้านการควบคุมและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโครงการนี้ เน้นศึกษาเฉพาะผลกระทบจากการจำกัดเวลาขาย ตามกรอบขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเมื่อวันที่ 15-29 พ.ย. 2568 ได้มีเปิดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ จากผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 12,404 คน ซึ่งเป็นภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ และพบว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับนโยบายนี้สูงถึง 84% ขณะที่ภาครัฐเห็นด้วย 67% โดยกลุ่มที่เห็นด้วยมองว่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่คัดค้าน (ส่วนใหญ่เป็นภาคสาธารณสุขและ NGO) กังวลเรื่องอุบัติเหตุ อาชญากรรม และการเข้าถึงของเยาวชนหลังเลิกเรียน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา พบความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับสูงกว่าช่วงปกติถึง 4-5 เท่า และพบข้อสังเกตว่า เยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจ รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังไม่เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ยอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหารบางกลุ่มปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ คณะทำงานได้เสนอให้วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อดูอิทธิพลและความคิดเห็นของทุกกลุ่ม ตลอดจนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลเพื่อให้งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ เพราะมาตรการดังกล่าวหากมีการตัดสินใจไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงสุขภาพของประชาชน และให้ทางเลือกว่าถ้าต้องการขยายเวลาการจำหน่ายจะต้องมีมาตรการใดรองรับ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

