จับตาจุดตายกกต. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งส่อโมฆะ? ศาลรัฐธรรมนูญผู้ชี้ขาด
สนามการเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตกเป็นจำเลยสังคมอย่างหนักจากข้อครหาการจัดการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใส
หัวใจสำคัญที่เป็น “จุดตาย” ในครั้งนี้คือการปรากฏของบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูและคิวอาร์โค้ดบนบัตรสีเขียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและอดีต กกต. ต่างออกมายืนยันตรงกันว่า รหัสเหล่านี้สามารถสแกนเพื่อตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตร จนทราบได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนและเลือกใคร
ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่การลงคะแนนต้องเป็นความลับอย่างสิ้นเชิง
แรงกระเพื่อมนี้ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องแบบปูพรมใน 3 ศาลหลัก โดยมี “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นเวทีชี้ขาดสูงสุดตามคำร้องของเพื่อไทย สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
หากศาลวินิจฉัยว่ากระบวนการเลือกตั้งละเมิดหลักการลงคะแนนลับ ผลลัพธ์เดียวที่อาจเกิดขึ้นคือการประกาศให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ”
ขณะที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้นัดชี้มูลในวันที่ 17 มีนาคมนี้ ซึ่งอาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์ กกต. ชุดปี 2549 ที่เคยถูกจำคุกมาแล้ว หากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157
นอกจากปมบาร์โค้ดแล้ว กกต. ยังถูกตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดผิดปกติกับกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกว่า 200 ตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามานั่งแท่นผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขต ไปจนถึงกรณีที่โรงพิมพ์ในสังกัดกรมการปกครองเป็นผู้รับหน้าที่พิมพ์บัตรเลือกตั้งเสียเอง
ความพยายามให้หน่วยงานปกครองรายงานผลคะแนนคู่ขนาน ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า “มหาดไทย” อาจเป็นผู้กุมบังเหียนการจัดการเลือกตั้งตัวจริง แทนที่จะเป็นองค์กรอิสระตามกฎหมาย
ความผิดพลาดหน้างานยังปรากฏชัดในการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อมีการนำข้อมูลผู้สมัครของปี 2566 มาใช้กับการเลือกตั้งปี 2569 จนเกิดความสับสนไปทั่ว
รวมถึงปัญหา “บัตรเขย่ง” ที่คะแนนไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ์ แต่แทนที่ กกต. จะน้อมรับการตรวจสอบ กลับมีการแจ้งความดำเนินคดี “ฟ้องปิดปาก” กลุ่มนักวิชาการที่พยายามพิสูจน์ความจริงเรื่องบาร์โค้ด พฤติการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อปกปิดข้อบกพร่องของตนเองมากกว่าการรักษาความยุติธรรม
ท่ามกลางมรสุมฟ้องร้อง กกต. กลับเลือก “เปลี่ยนเกม” ด้วยการเร่งประกาศรับรองผล ส.ส. 396 คนอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักกฎหมายมองว่าเป็นการพยายามสร้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อลดแรงกดดันและหนีการตรวจสอบจากศาลปกครองที่กำลังพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว
การเร่งรีบครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอาตัวรอดท่ามกลางวิกฤตศรัทธาที่กำลังดิ่งเหว และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่หากผลการวินิจฉัยของศาลออกมาในทางลบ
อนาคตของการเลือกตั้งไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคะแนนเสียงในหีบอีกต่อไป แต่อยู่ที่การตีความ “ความลับ” บนแผ่นกระดาษที่มีบาร์โค้ด
หากศาลรัฐธรรมนูญยึดมั่นในบรรทัดฐานสากล กกต. ทั้ง 7 ท่านอาจไม่ได้เพียงแค่พ้นจากตำแหน่ง
แต่การเลือกตั้งทั้งประเทศอาจต้องนับหนึ่งใหม่ ท่ามกลางงบประมาณนับพันล้านที่สูญเสียไปพร้อมกับความเชื่อมั่นของประชาชน
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/738739&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5aPe47k8FvxG18h5aap2

