ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน “ปัญหาคอร์รัปชัน” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% กระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
ผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption สะท้อนมุมมองต่อเรื่องนี้ว่าต้องดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง

ปลูกฝังจิตสำนึกสู่เป้าหมาย Zero Corruption
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มองว่าภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ “ปัญหาคอร์รัปชัน” นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้นโดยตรง โดยมีหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
โดยคณะทำงานฯ ได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน รณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมติดสติ๊กเกอร์ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส

เศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องจักรเก่าเต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
กกร. ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6–2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
ในบริบทเช่นนี้ คอร์รัปชันจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15–16% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9–10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย
เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงถูกเปรียบเสมือน “เครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล” ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน
การขับเคลื่อนแคมเปญ “กกร. และเพื่อนไม่ทน – Zero Corruption” จึงเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาคเอกชนไทยว่า ไม่อาจยอมรับคอร์รัปชันในฐานะเรื่องปกติได้อีกต่อไป เป็นเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคนโยบาย ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในการชี้ให้เห็นมุมมอง ความคาดหวัง และความห่วงใยของสังคมต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุน และบรรยากาศทางธุรกิจของประเทศในระยะยาว

หยุดคอร์รัปชันสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม
กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวรผ่านการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย ในนามของสมาคมธนาคารไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสร้างวัฒนธรรมการไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง

97% ภาคธุรกิจชี้ปัญหาคอร์รัปชันมีความรุนแรงมาก
รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด “ดีแต่พูด” “รัฐมนตรีเทา” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ “รัฐมนตรีเทา” คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), “ดีแต่พูด” นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%) “หัวหน้าพรรค” ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า “หัวหน้าพรรค” คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด
มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต
ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชันและตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจและ 33% ของประชาชนระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

ประชาชนต้องการรัฐบาลบริหารงานด้วยความโปร่งใส
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ และมีความคาดหวังให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าภาคประชาชนและภาคธุรกิจ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าการมีนโยบายและประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองนั้น เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การรทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สินบนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึงร้อยละ 20–30
ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)” ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
ภาคเอกชนส่งสารถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้องทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษแม้เป็นคน ในพรรค ปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง
Post Views: 108
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/17/the-problem-of-corruption-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p-BKbuoDKjb4xkc-ZQDEh
