ภาครัฐและเอกชนท่องเที่ยวต่างสะท้อนมุมมองและข้อเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง นอกเหนือจากการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย (Safe Destination) แล้ว หนึ่งในแนวทางสำคัญที่เห็นต้องตรงกันคือมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพื่อประคองภาพรวมอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้!
ภาครัฐและเอกชนท่องเที่ยวต่างสะท้อนมุมมองและข้อเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง นอกเหนือจากการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย (Safe Destination) แล้ว หนึ่งในแนวทางสำคัญที่เห็นต้องตรงกันคือมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพื่อประคองภาพรวมอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้!
พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ นายกสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย (AAT) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13-14 มี.ค. สมาคมฯ ได้จัดการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากสายการบินสมาชิก ได้แก่ บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรมการบินในปัจจุบัน อาทิ “ต้นทุนการดำเนินงาน” ของสายการบิน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่มีความผันผวนจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์” ในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความไม่แน่นอน และอาจกระทบต่อเสถียรภาพต้นทุนของอุตสาหกรรมการบิน
สมาคมฯ จึงเห็นควรเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินในระยะสั้น โดยเฉพาะการพิจารณา “ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน” สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และช่วยรักษาระดับค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เนื่องจากการเดินทางภายในประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค
“การมีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการบินกำลังเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว”
นอกจากนี้ที่ประชุมฯ ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของสมาคมฯ เช่น โครงการ “บัตรโดยสารราคาพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569” ที่ทางสายการบินสมาชิกฯ ให้ความร่วมมือเพิ่มเที่ยวบินพิเศษและลดราคาค่าบัตรโดยสารเพดานสูงสุด 30% อีกด้วย
ด้านการประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ได้สะท้อนมุมมองและข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไว้หลากหลาย โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul) จากตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาหดตัว
ชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า “กลยุทธ์สำคัญในช่วงนี้คือต้องเร่งหาตลาดทดแทนจากระยะใกล้ (Short-haul) เช่น จีน และอาเซียน หากเป็นไปได้อยากมีมาตรการส่งเสริมเกี่ยวกับตั๋วโดยสารเดินทางไปเมืองรองต่างๆ ในไทย ก็จะเป็นอีกจุดสำคัญที่จะช่วยสู้กับคู่แข่งประเทศอื่นๆ อย่างเวียดนามและจีนได้”
อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด นับเป็น “ความหวังของหมู่บ้าน” ในสถานการณ์ตึงเครียดแถบตะวันออกกลาง จากการติดตามยอดจองการเดินทางล่วงหน้า (Forward Booking) แม้ในเดือน เม.ย.-พ.ค. นี้จะยังไม่เห็นผลกระทบ อัตราการจองที่นั่งโดยสารล่วงหน้าอยู่ที่ระดับ 60% แล้วก็จริง แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณสะดุดจากปัจจัยราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น
“กลยุทธ์ฟื้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ไทยเราต้องทำต่อเนื่องคือการส่งเสริมท่องเที่ยวสองทาง เป็น Win-Win Strategy ซึ่งได้ช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารคนไทยเป็น 30-40% ในเที่ยวบินเส้นทางไทย-จีน จากเดิมก่อนโควิดระบาดคนไทยเดินทางไปจีนแค่ 10% ของเที่ยวบินเท่านั้น แต่ปัจจุบันพอเป็นตัวเลขนี้ สายการบินเขาแฮปปี้มากที่ได้สัดส่วนคนไทยเพิ่มขึ้น ช่วยลดความเสี่ยง เป็นโมเดลการท่องเที่ยวที่นำไปต่อยอดในตลาดอื่นๆ เช่น กลุ่มอันดามัน เชื่อมมาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวที่มั่นคงได้”
ด้านตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปที่เดินทางผ่านบริษัทสมาชิกของแอตต้า พบว่าหลังจากเกิดเหตุในตะวันออกกลาง จำนวนหายไปถึง 30% จึงต้องเร่งเตรียมหาตลาดอื่นๆ มาชดเชย เช่น จากเอเชียกลางให้มาแวะเปลี่ยนเที่ยวบินในจีนก่อนมาไทย นอกจากนี้ในไตรมาส 2-3 วางแผนจัดโรดโชว์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า เดือน มี.ค. เป็นเดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยน้อยที่สุดอยู่แล้ว และเป็นขาลงเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันของตลาดนักท่องเที่ยวยุโรป โดยจากการประชุมร่วมกับทีเอชเอ ได้รับรายงานจากเชนโรงแรมที่มีฐานตลาดกลุ่มลักชัวรี พบว่ายอดจองห้องพักใหม่ในปีนี้เข้ามามากกว่ายอดยกเลิก เรียกได้ว่ายังเป็นบวกอยู่ แต่แน่นอนว่าต้องส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้เข้าไทยเพิ่มเติม เช่น โครงการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เพื่อทำให้ราคาตั๋วโดยสารไม่แพง รวมถึงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ที่มีคอนเซ็ปต์ “Co-payment” เหมือนโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ผ่านมา
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.จะมุ่งหาตลาดทดแทนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่หายไป ด้วยการเน้นขยายตลาดระยะใกล้จากเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รวมถึงกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) โดยใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบสองทาง ร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปมาระหว่างกัน ลดความเสี่ยงแก่ผู้ประกอบการสายการบิน ไม่ต้องพึ่งพาตลาดแค่ขาเดียวมากเกินไป
นอกจากนี้ ททท.จะนำงบประมาณที่เหลือของโครงการ “ไทยแลนด์ ซัมเมอร์ บลาสต์” (Thailand Summer Blast) มาสนับสนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินเข้าเมืองหลักเมืองรองต่อเนื่อง โดยได้ขยายระยะเวลาให้สายการบินขอการสนับสนุนไปถึงเดือน ก.ค. 2569 นอกจากนี้จะขอปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนเที่ยวบินตลาดระยะไกลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาด้วย
ด้านมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะมีการผลักดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างแน่นอน โดย ททท.จะต้องหามุมว่าสามารถ “พลัส” หรือ เพิ่มเติม ด้านการท่องเที่ยวอย่างไรได้บ้าง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1225406&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-XXdNlv6d4G9UuH_WBx6

