
‘เอกนิติ’ ประเมินกู้ 4 แสนล้าน ช่วยอัดฉีดเศรษฐกิจไทยโตเพิ่ม 0.8% กางยอดหนี้สาธารณะพุ่งสูงสุดแค่ 69% ของจีดีพี คาดเริ่มกู้ได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป พร้อมการันตี 19 พ.ค. 69 ประเดิมชงครม. เคาะคนละครึ่ง-เติมเงินบัตรคนจน
5 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการทำแบบจำลองจากการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าเม็ดเงินทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มได้ 0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2570 จะอยู่ที่ระดับ 1.5% แต่ยืนยันว่าเป้าหมายหลักของการกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาภาระของประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากวิกฤตพลังงานที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
โดยหัวใจสำคัญของการกู้เงินในครั้งนี้มี 3 เรื่องคือ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อเอามาช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท และวงเงินอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม
2. ความจำเป็น เนื่องจากครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ได้รับผลกระทบทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย และยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นวิกฤตที่รวดเร็ว รุนแรง และเป็นระลอก ดังนั้นขณะนี้จึงอยู่บนความไม่แน่นอนสูง ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อยู่ที่ราว 6-7% ของจีดีพี จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนต่อไป และ 3. ความคุ้มค่า โดยการกู้เงินของรัฐบาลในครั้งนี้จะดำเนินการกู้เงินจากภายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ย 10% อยู่ที่ราว 2% กว่า ขณะที่สภาพคล่องส่วนเกินในระบบภายหลังจากหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจกู้เงินครั้งนี้ ซึ่งจะต้องนำมาใช้ให้คุ้มค่าในการช่วยเหลือประชาชนและทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
“รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพราะได้มีการพิจารณางบประมาณทุกวิถีทางแล้ว ทั้งงบประมาณปี 2569 การโอนงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะได้ไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลาง มีเหลืออยู่ราว 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 จะต้องรออีก 5 เดือน ถ้าต้องรอขนาดนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้กับประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการจะถูกกระทบอย่างหนัก ซึ่งจะนำไปสู่กำลังซื้อหดตัว ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน รัฐบาลปล่อยให้เหตุการแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้” นายเอกนิติ ระบุ
สำหรับขั้นตอนต่อไป จะต้องเสนอร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ขึ้นทูลเกล้า เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และหลังจากนั้นจะต้องบรรจุร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทไว้ในแผนก่อหนี้ปีงบประมาณ 2569 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) พิจารณา หลังจากนั้นจะมีเสนอแผนการก่อหนี้ใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 12 พ.ค. 2569 และในวันที่ 14 พ.ค. จะเสนอร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และวันที่ 18 พ.ค. จะเสนอให้ประชุมวุฒิสภาเป็นขั้นตอนต่อไป
รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ ยังไม่ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี เนื่องจากมีการประเมินแล้วว่าแม้จะมีการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท และการกู้เงินตามแผนในปีงบประมาณ 2570 แล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 69% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2571 และหลังจากนั้นหนี้สาธารณะจะค่อย ๆ ปรับลดลงมา
นอกจากนี้ คาดว่าในการประชุม ครม. วันที่ 19 พ.ค. นี้ จะสามารถเสนอให้มีการพิจารณาโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย เงินกู้ (หากโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์), งบกลางบางส่วน และเม็ดเงินจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จึงขอยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง โดยในวันที่ 1 มิ.ย. นี้จะสามารถใช้สิทธิ์ได้ตามที่นากยกรัฐมนตรีประกาศไว้อย่างแน่นอน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/990886/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Xz8qF40xsBd9PhVuIjZN


