
‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. 69 ยังฉลุย อานสิงส์ท่องเที่ยวในประเทศ-ส่งออกโตกระหึ่ม 22 เดือนติดช่วยหนุนเต็มพิกัด แจงประชาชนคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ พร้อมเกาะติดค่าบาท-ราคาน้ำมัน-สงคราม หวั่นกระทบห่วงโซ่การผลิตและเศรษฐกิจไทย
28 พ.ค. 2569 – นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเม.ย. 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ 23.1% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร ขณะที่ตลาดคู่ค้าหลักของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ อาเซียน (5) และญี่ปุ่น สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยที่กลับมาขยายตัว โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.7% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.0%
สำหรับการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนเม.ย. 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมัน ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ประชาชนมีความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.4% เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.2%
ด้านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย. 2569 ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.4% ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย. 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.3 จากระดับ 88.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย อยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 54.1 ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ค่าดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50.0 สะท้อนว่าการผลิตอุตสาหกรรมยังคงขยายตัว
นายพิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ 2.89% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.83% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.4% ต่อจีดีพี ด้านเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 286.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
“ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าและเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด” โฆษก สศค. ระบุ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1004397/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IYTzGNiq46bh1wzUfVotu


