• Sun. Oct 4th, 2026

เวียดนาม ยึดฮับ QR ข้ามพรมแดนเชื่อม 6 ตลาดเอเชีย สปีดดีลดันเศรษฐกิจ-เขย่าการค้าไทย

เวียดนาม-ยึดฮับ-qr-ข้ามพรมแดนเชื่อม-6-ตลาดเอเชีย-สปีดดีลดันเศรษฐกิจ-เขย่าการค้าไทยเวียดนาม ยึดฮับ QR ข้ามพรมแดนเชื่อม 6 ตลาดเอเชีย สปีดดีลดันเศรษฐกิจ-เขย่าการค้าไทย

ธนาคารแห่งชาติ ‘เวียดนาม’ ปรับยุทธศาสตร์พัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน รุกเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน VietQRGlobal สู่ 6 ตลาดใหญ่ในภูมิภาค ทั้งไทย ลาว กัมพูชา จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ดันยอดธุรกรรมพุ่งหลายเท่าตัว มุ่งใช้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวและการค้าปลีกเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจริง พร้อมบีบผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวรองรับระบบการเงินดิจิทัลไร้พรมแดน

3 ตุลาคม 2569 – สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม อ้างอิงรายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการจากธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) และ vietnamnews.vn เปิดเผยว่า ประเทศเวียดนามได้เดินหน้าปรับทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนผ่านจากการเน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการใช้งานจริงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการนำระบบไปสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การค้าปลีก และการค้าระหว่างประเทศ

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การส่งเสริมการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดน : ปัจจัยขับเคลื่อนใหม่สำหรับการค้าปลีกและการท่องเที่ยว” นาย Pham Tien Dung รองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม ได้สะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า “การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงการทำให้ระบบการชำระเงินที่เชื่อมโยงกันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างมูลค่าให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว การบริโภค และการค้าระหว่างประเทศ”

ฐานผู้ใช้ในประเทศแกร่ง ดันระบบการเงินดิจิทัลพุ่ง 28 เท่าของ GDP

ยุทธศาสตร์การรุกการชำระเงินข้ามพรมแดนของเวียดนาม มีรากฐานที่แข็งแกร่งมาจากอัตราการขยายตัวของการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดภายในประเทศอย่างรวดเร็ว โดย ณ สิ้นปี 2568 ประชาชนเวียดนามที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบร้อยละ 89 มีบัญชีทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตแล้ว ขณะที่มูลค่าการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดรวมพุ่งสูงเกินกว่า 28 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564–2568 ปริมาณและมูลค่าธุรกรรมชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 58.86 และร้อยละ 24.36 ตามลำดับ และสถิติล่าสุดในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนธุรกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่องอีกร้อยละ 34.56 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.26 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่าน QR Code เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีจำนวนธุรกรรมรวมสูงถึง 311 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 274.2 ล้านล้านเวียดนามด่ง (ประมาณ 10,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.85 ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าระบบการชำระเงินดิจิทัลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานชีวิตประจำวันของคนเวียดนามอย่างสมบูรณ์ และเป็นฐานพร้อมต่อยอดสู่วงกว้างระดับภูมิภาค

ปักหมุดเชื่อม 6 ตลาดเอเชีย ดันยอดใช้จ่ายข้ามพรมแดนทะลัก

จากความพร้อมภายในประเทศ ธนาคารแห่งชาติเวียดนามได้เร่งสร้างความร่วมมือทวิภาคีด้านการชำระเงินรายย่อยผ่าน QR Code กับ 6 ตลาดสำคัญในเอเชีย ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาว กัมพูชา จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ พร้อมส่งผลให้อัตราการทำธุรกรรมระหว่างประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณธุรกรรมของผู้เดินทางจากไทย สปป.ลาว และกัมพูชา ที่เข้ามาใช้บริการชำระเงินในเวียดนาม ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในแง่จำนวนรายการ และเพิ่มขึ้น 6 เท่าในแง่มูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการชาวเวียดนามที่เดินทางไปทำธุรกรรมใน 3 ประเทศดังกล่าว มีจำนวนรายการเพิ่มขึ้น 5 เท่า และมูลค่าเพิ่มขึ้น 4 เท่า

นอกจากนี้ เวียดนามยังประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดจีนผ่านองค์กรชำระเงินแห่งชาติ (NAPAS) ที่เข้าเชื่อมต่อระบบ VietQRGlobal กับยักษ์ใหญ่การเงินจีนอย่าง UnionPay International (UPI) ในเดือนธันวาคม 2568, Alipay ในเดือนเมษายน 2569 และ Weixin Pay (WeChat Pay) ในเดือนสิงหาคม 2569 ส่งผลให้เพียง 4 เดือนหลังการขยายระบบ ธุรกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่สแกนจ่ายในเวียดนามพุ่งขึ้นทันที 3 เท่าในด้านจำนวน และ 4 เท่าในด้านมูลค่า

นาย Pham Tien Dung ระบุเพิ่มเติมถึงเกณฑ์การวัดผลสำเร็จในเฟสใหม่ว่า “การประเมินความสำเร็จไม่ควรพิจารณาจากจำนวนประเทศหรือตลาดที่เชื่อมโยงได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งการใช้งานจริง ความครอบคลุมของจุดรับชำระเงิน คุณภาพการให้บริการ ต้นทุนการทำธุรกรรม ความสะดวกในการใช้งาน และมูลค่าที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ”

คุมเข้มไซเบอร์-สแกนโกง ย้ำความปลอดภัยคือฐานความเชื่อมั่น

เมื่อเครือข่ายการเงินข้ามพรมแดนขยายกว้างขึ้น การบริหารความเสี่ยงและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากธุรกรรมต้องผ่านทั้งธนาคาร ผู้ให้บริการตัวกลาง แพลตฟอร์มดิจิทัล และกฎหมายของหลายประเทศที่แตกต่างกัน SBV จึงเน้นย้ำการคุมเข้มมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความต่อเนื่องของระบบชำระดุล

บทเรียนจากระบบบริหารความเสี่ยงภายในประเทศผ่านระบบ SIMO ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นดังกล่าว โดยระบบได้ออกคำเตือนความเสี่ยงแก่ผู้ใช้งานไปแล้วกว่า 5.1 ล้านรายการ ส่งผลให้ลูกค้าระงับหรือยกเลิกธุรกรรมต้องสงสัยเกือบ 1.7 ล้านราย ป้องกันความเสียหายทางการเงินได้มากกว่า 5.7 ล้านล้านเวียดนามด่ง

รองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม ย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้เทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หลักการด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการ การกำหนดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน การควบคุมความเสี่ยง และการรักษาความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวจากเหตุขัดข้องของระบบจะต้องได้รับการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง”

วิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ชี้โอกาสทองค้าปลีก-เตือนธุรกิจเร่งสปีด

ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการยกระดับระบบ VietQRGlobal ของเวียดนามถือเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในมุมหนึ่ง นี่คือการสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่เอื้อต่อภาคการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเวียดนาม การชำระเงินผ่าน QR Code ช่วยลดภาระและต้นทุนการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพิ่มความคล่องตัวให้แก่นักท่องเที่ยวไทยในเวียดนาม และนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เดินทางมาไทยอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ในแง่การแข่งขัน การที่เวียดนามเร่งสร้างเครือข่ายชำระเงินครอบคลุมกว่า 154,000 จุดรับชำระ และดึงนักท่องเที่ยวจากเอเชีย (ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 74.2–78.6 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในเวียดนาม) เข้าสู่ระบบการใช้จ่ายดิจิทัลได้ง่ายขึ้น อาจทำให้เม็ดเงินการใช้จ่ายในภาคท่องเที่ยวและการค้าปลีกของเวียดนามโตแซงหน้า หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัว

สคต. ณ นครโฮจิมินห์ ให้ข้อเสนอแนะและโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยว่า

    1. ผู้ส่งออกและธุรกิจบริการไทยในเวียดนาม: ต้องเร่งเชื่อมต่อระบบรับชำระ VietQRGlobal และศึกษาเงื่อนไข อัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการ เพื่อสร้างช่องทางรับเงินที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
    2. กลุ่มค้าปลีก ร้านอาหาร และท่องเที่ยว: ควรใช้ประโยชน์จากระบบ QR ข้ามพรมแดนในการจัดทำโปรโมชัน เชื่อมระบบสมาชิก (CRM) และการตลาดดิจิทัล เพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคชาวเวียดนามที่มีแนวโน้มใช้จ่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น
    3. การปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัย: ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามต้องเตรียมความพร้อมด้านการตรวจสอบยืนยันตัวตน (KYC) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการป้องกันการฉ้อโกงตามเกณฑ์ของธนาคารกลางเวียดนาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงสะดุดหยุดชะงักทางธุรกิจ

พัฒนาการของ QR Code ข้ามพรมแดนเวียดนามมิใช่เพียงเรื่องของนวัตกรรมทางการเงิน แต่คือเครื่องมือยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ขยายฐานลูกค้าและเชื่อมต่อห่วงโซ่การค้าบริการในภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างทันท่วงที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/275498/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JTpD00aT24Q6yTiImcQe7