วันนี้ (10 กันยายน) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยภายในงานสัมมนา ‘EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซีก้าวต่อไป’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ถึงทิศทางและผลการดำเนินงานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังเดินหน้ามาเป็นเวลา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งขึ้นในปี 2561
ดร.จุฬาระบุว่า EEC ถูกออกแบบให้เป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ ได้แก่ การนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจสมัยใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาปรับโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การจัดบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จหรือ One-Stop Service เพื่อลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพัฒนาเมืองเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ผลการดำเนินงานตลอด 8 ปีสะท้อนบทบาทของ EEC ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยในปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมของ 3 จังหวัดในพื้นที่ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 66% ภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6%
เศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ยังเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แม้ในช่วงวิกฤตโควิดเมื่อปี 2563 จะหดตัว 7.1% แต่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
ขณะที่ GDP ของ 3 จังหวัด EEC คิดเป็นประมาณ 14% ของ GDP ประเทศ แบ่งเป็นฉะเชิงเทรา 2.3% ชลบุรี 6.6% และระยอง 5.9% ส่วนรายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ในระดับสูง โดยระยองมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ชลบุรีอันดับ 3 และฉะเชิงเทราอันดับ 4

เงินลงทุนจริงคิดเป็น 25% ของประเทศ
ดร.จุฬากล่าวว่า ตัวเลขที่สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจของ EEC อย่างเป็นรูปธรรมคือมูลค่าการลงทุนจริง โดยข้อมูลสะสมนับตั้งแต่จัดตั้ง EEC พบว่า เงินลงทุนจริงในพื้นที่คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25% ของการลงทุนจริงทั้งประเทศ เฉลี่ยมีเงินลงทุนจริงเข้าสู่พื้นที่ประมาณปีละ 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์เพื่อประกอบกิจการ
สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ปัจจุบันโครงการพัฒนาท่าเรือ 2 แห่งดำเนินการก่อสร้างในส่วนของภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นตอนที่ภาคเอกชนกำลังดำเนินงาน
ส่วนโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐดำเนินการก่อสร้างในส่วนของทางวิ่งหรือรันเวย์แล้ว ขณะที่ภาคเอกชนเตรียมเริ่มดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ด้านโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา สกพอ. อยู่ระหว่างเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของโครงการรถไฟความเร็วสูงและเมืองการบินภาคตะวันออกที่มีมูลค่ารวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
ดร.จุฬาระบุว่า EEC ยังจำเป็นต้องมีระบบรถไฟเพื่อรองรับความต้องการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต หากรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ภาครัฐอาจเข้ามาดำเนินการในบางส่วน และให้เอกชนบริหารการเดินรถ โดยอาจพิจารณาระบบรถไฟที่มีความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ใช้โมเดล ‘ไข่แดง-ไข่ขาว’ กระจายรายได้สู่ชุมชน
สำหรับการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนสู่ชุมชน สกพอ. เดินหน้าสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับประชาชนในพื้นที่ ผ่านแนวคิด ‘ไข่แดง-ไข่ขาว’ โดยปัจจุบันจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว 47 แห่งทั่วพื้นที่ EEC เพื่อเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ธุรกิจเฉพาะทาง และผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้ามาลงทุน ทั้งในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว และภาคบริการ
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเปรียบเสมือน ‘ไข่แดง’ ซึ่งเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ชุมชนโดยรอบเป็น ‘ไข่ขาว’ ที่สามารถเชื่อมโยงและได้รับประโยชน์จากการลงทุน โดยเฉพาะการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนทั้งด้านอาหาร ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และบริการ เพื่อให้เม็ดเงินจากภาคอุตสาหกรรมหมุนเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น
ปรับน้ำหนัก 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายรับเศรษฐกิจโลก
ปัจจุบัน EEC มีอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสาหกรรม และใช้แนวทางบริหารในรูปแบบคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตที่มาพร้อมกับซัพพลายเชนทั้งกลุ่ม
คลัสเตอร์สำคัญประกอบด้วย คลัสเตอร์การแพทย์ คลัสเตอร์ดิจิทัลที่ครอบคลุมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ คลัสเตอร์ยานยนต์ และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสีเขียวที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ดร.จุฬากล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะมีความผันผวน แต่กรอบยุทธศาสตร์ EEC ยังคงเดินหน้าต่อได้ โดย สกพอ. จะปรับน้ำหนักและลำดับความสำคัญของแต่ละอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมดึงดูดนักลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศควบคู่กัน
ส่วนแผนขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ขณะนี้ สกพอ. อยู่ระหว่างศึกษาความพร้อมของพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นมีศักยภาพรองรับทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว โดยจะช่วยกระจายการลงทุนออกจากพื้นที่ที่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดชลบุรีและระยอง
ดร.จุฬากล่าวทิ้งท้ายว่า EEC จะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาบทบาทของ EEC ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและจุดหมายการลงทุนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/eec-investment-mega-projects/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZtufuMEviUYUQypwpPAcB

