โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นเมกะโปรเจกต์ที่ถูกนำเสนอมาควบคู่กับโครงการคลองไทยในช่วง 20 ปี โดยในปี 2544 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นชอบให้ศึกษาการขุดคลองกระ แต่ไม่มีความคืบหน้าจนปี 2548 ได้เห็นชอบในหลักการโครงการแลนด์บริดจ์
ขณะที่ปี 2551 รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เห็นชอบให้ Dubai Port World ศึกษาแลนด์บริดจ์ และเรื่องได้เงียบหายไป 10 ปี จนกระทั่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2561 เห็นชอบให้ศึกษาโครงการคลองไทย
“แลนด์บริดจ์” ถูกพิจารณาอีกครั้งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 โดยมี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย จนกระทั่งรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เห็นชอบในหลักการโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีการยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ รวมทั้ง Dubai Port World กลับมาเจรจากับรัฐบาลไทยอีกครั้งในปี 2566
รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อีกครั้งภายใต้บริบทความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ช่องแคบมะละกาถูกจับตามองมากขึ้น รวมทั้งอินโดนีเซียเคยประกาศเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาในลักษณะเดียวกับอิหร่านเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ
นายอนุทิน แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการ มีกำหนดการศึกษา 90 วัน เพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจ
นายเอกนิติ กล่าวว่า การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์จะสร้างความชัดเจนให้สังคมมิติเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงมากจึงต้องศึกษาครอบคลุมมิติที่กว้างขึ้น โดยที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเพราะเป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้
สำหรับการดำเนินงานจะนำผลการศึกษาที่ผ่านมาปรับปรุงให้ทันสมัย โดยนำบริบทภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และปัญหาการเดินทางผ่านช่องแคบแต่ละแห่งที่กระทบเศรษฐกิจโลกเข้ามารวมกับมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่
คมนาคมชงใช้ผลศึกษา สนข.
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ จะนำผลศึกษาของสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณา เพราะมีทั้งรายงานก่อนหน้านี้ และรายงานฉบับใหม่ที่ปรึกษาภาคเอกชนด้วย
รวมทั้งที่ผ่านมาแลนด์บริดจ์อาจพูดถึงเพียงระบบราง แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมัน และก๊าซ ซึ่งจะลดระยะเวลาการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมมีการขนส่งน้ำมัน และก๊าซทางท่อเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าวจะทำให้มีในฝั่งตะวันตกด้วย
ชี้ลงทุนเฟสย่อยหนุนท่าเรือฝั่งตะวันตก
ส่วนประเด็นเริ่มพัฒนาท่าเรือบางฝั่งก่อนมีความเป็นไปได้ โดยเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) และการลงทุนภาคเอกชนไม่กำหนดเฉพาะนักลงทุนต่างชาติหรือนักลงทุนไทย
“การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย” นายสิริพงศ์ กล่าว
แลนด์บริดจ์คุ้มค่ากว่าคลองไทย
เมื่อถามว่า ข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มากกว่า 1 เท่าตัว
โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่า และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า
เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยตอนนี้เป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า
เล็งนำร่องลงทุนท่าเรือฝั่งระนอง
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกฝ่ายที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ให้รอผลการศึกษาจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะการศึกษาก่อนหน้านี้ขาดมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นประเด็นล่าสุด โดยหลังมีเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเดินเรือมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งโอกาส และความเสี่ยงเมื่อจะลงทุนแลนด์บริดจ์
รวมทั้งต้องพิจารณาประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ใช้วงเงินลงทุนสูงมาก แม้ไม่ใช้งบประมาณรัฐแต่การดึงภาคเอกชนมาลงทุนอาจต้องแบ่งเฟสย่อย และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญก่อน เช่น ท่าเรือน้ำลึกระนอง
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการขนส่งฝั่งตะวันตก เพื่อให้ไทยมีท่าเรือน้ำลึกขนส่งสินค้าฝั่งทะเลอันดามันที่เชื่อมต่อไปอินเดีย ศรีลังกา ตะวันออกกลาง และยุโรป
รวมทั้งหากลงทุนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกระนอง จะมีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่ขนส่งสินค้าจากตอนใต้ของประเทศจีน โดยส่งสินค้าไปหลายประเทศ เช่น เมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา
เพิ่มทางเลือกใช้ กม.EEC ขยายพื้นที่หนุนลงทุน
สำหรับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อาจมีข้อจำกัด เนื่องจากในพื้นที่ภาคใต้ยังไม่ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
ดังนั้นทางเลือกที่จะดำเนินการเป็นการใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกาศเขตพัฒนาพิเศษในพื้นที่จังหวัดที่จะมีการเปิดให้ลงทุนได้ โดยไม่ต้องรอให้ พ.ร.บ.SEC ซึ่งทำให้การลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอให้กฎหมายฉบับใหม่ประกาศใช้
เปิดผลศึกษา สนข.ลงทุน 9.9 แสนล้าน
ขณะเดียวกัน จากการปรับขนาดก่อสร้างแลนด์บริดจ์ ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท
ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท
ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท
ระยะที่ 2 (ปี 2597-2622) ยังไม่มีการประเมินแผนลงทุน เนื่องจากจะต้องรอให้มีการพัฒนาแผนระยะที่ 1 ให้แล้วก่อน
ลงทุนรูปแบบ PPP สัมปทาน 50 ปี
สำหรับรูปแบบการลงทุน ปัจจุบัน สนข.ศึกษาความเหมาะสมโดยจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว
ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ
ทบทวนผลการศึกษาของ สนข.
นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข.กล่าวว่า ปัจจัยในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการจัดเก็บค่าผ่านทางในเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ส่งผลให้รัฐบาลมีนโยบายในการทบทวนความคุ้มค่าทางการลงทุนในโครงการนี้
ซึ่งจะมีการนำเอาผลศึกษาของ สนข.ไปประกอบการพิจารณาความคุ้มค่าด้วย ซึ่งในส่วนของผลการศึกษาของ สนข. ชี้ชัดว่าโครงการแลนด์บริดจ์คุ้มค่าทางการลงทุน โดยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (EIRR) 11.9% และอัตราผลประโยชน์ทางด้านการเงิน (FIRR) 8.2% อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 2 แสนคน
สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานในขณะนี้ ระหว่างกระทรวงการคลังทบทวนผลการศึกษา และประเมินความคุ้มค่าทางการลงทุนที่มีกรอบดำเนินการ 90 วัน สนข.จะดำเนินการกระบวนการทางกฎหมายคู่ขนานไปด้วย เนื่องจากโครงการแลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องมี พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ….. ที่เป็นหัวใจสำคัญการผลักดันการลงทุนแลนด์บริดจ์
รวมทั้งจำเป็นต้องจัดตั้งสำนักงาน SEC เข้ามาเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้วย โดยสิ่งเหล่านี้ สนข.ประเมินว่าจะสามารถผลักดัน พ.ร.บ.SEC เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้ ก่อนเสนอเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามลำดับ
สนข.ชี้ยกร่างกฎหมาย SEC เร็วกว่า
ทั้งนี้ หากกระบวนการพิจารณาด้านกฎหมาย และการจัดตั้งสำนักงาน SEC เสร็จตามไทม์ไลน์เบื้องต้นนั้น สนข.คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ได้ภายในปี 2570 และจะเริ่มกระบวนประกวดราคาในต้นปี 2571
สำหรับแนวทางนี้เป็นกระบวนการที่จะผลักดันแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด หากเทียบกับการไปใช้อำนาจ พ.ร.บ.EEC เข้ามาผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ก็จำเป็นต้องไปแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาค่อนข้างนาน และหากมีการจัดตั้งสำนักงาน SEC เพื่อบริหารโครงการในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ จะทำให้เกิดความคล่องตัวมากกว่า
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของ สนข.ที่ทำเสร็จแล้วนั้น ยังไม่ได้ประเมินถึงการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมัน มีเพียงการศึกษาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก รถไฟทางคู่ และมอเตอร์เวย์ แต่การออกแบบพื้นที่ได้กันพื้นที่เพื่อรองรับการพัฒนาท่อขนส่งน้ำมันไว้แล้ว หากมีนโยบายให้พัฒนาก็จะสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้
และเชื่อว่าหากมีท่อขนส่งน้ำมันเข้ามาเพิ่ม จะทำให้โครงการนี้มีความคุ้มค่าทางการลงทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากปัจจุบันจำเป็นต้องขนส่งน้ำมันจากท่าเรือภาคตะวันออกเพื่อนำไปใช้ ซึ่งทำให้มีต้นทุนการขนส่งสูง
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-3i26AASu2R3M1AVt-Ueh

