เปลี่ยนคำนำหน้านามหญิง-ชายข้ามเพศ ส่งผลต่อการรับบริการทางการแพทย์จริงหรือ และมีวิธีใดจะอุดช่องว่างนั้น ?

BANGKOK, THAILAND - JUNE 01: Participants march in the Bangkok Pride Parade on June 01, 2024 in Bangkok, Thailand. Members of the LGBTQ community and allies take part in a Pride month march through central Bangkok. Thailand is set to become the first Southeast Asian country to legalize same-sex marriage, with a bill passing Parliament's lower house and its first Senate reading. An second Senate reading is scheduled for later this month. (Photo by Lauren DeCicca/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ร่วมเดินขบวนพาเหรดในการไพรด์ที่กรุงเทพฯ (แฟ้มภาพปี 2024)
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 14 นาที

“สมมติว่ารถชนปอยเสร็จปุ๊บ ปอยไปถึงสถานีอนามัย อันดับแรกเขาจะต้องผ่ามดลูก หรือเขาจะต้องปั๊มหัวใจหรือตรวจหมู่เลือดก่อน… ถ้าหมู่เลือดมีเพศไหม ไม่มี ปั๊มหัวใจมันต่างกันไหมระหว่างเพศหญิงเพศชาย ตับ ไต ม้าม position (ตำแหน่ง) แทบจะไม่ต่างเลยถูกไหมคะ” ปอย-ตรีชฎา หงษ์หยก นักแสดงหญิงข้ามเพศตั้งคำถามในการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 2 มี.ค. เมื่อมีผู้ขอให้เธอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้านาม

หญิงข้ามเพศที่มีชื่อเสียงหลายคนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งสนับสนุนการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับเพศสภาพปัจจุบัน ขณะที่อีกส่วนก็มองว่าควรสงวนคำว่า “นางสาว” ให้กับผู้ที่มีร่างกายเป็นหญิงตั้งแต่กำเนิด

นอกจากข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิต่าง ๆ ว่าจะจัดสรรปันส่วนอย่างไร และการให้สิทธิชาย-หญิงข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ จะทำให้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ชายจริง-หญิงแท้” เสียสิทธิต่าง ๆ ไปหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่มักถูกนำมาอ้างถึง คือบริบททางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคและการรักษาพยาบาลต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบหรือไม่ หากไทยอนุญาตให้บุคคลข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้

บีบีซีไทยพูดคุยกับ ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (Gen V clinic) และ นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ที่กำกับดูแลหน่วยบริการส่งเสริมสุขภาพต้นแบบสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Clinic) ของกรมอนามัย เพื่อหาคำตอบว่าการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้านามบุคคลข้ามเพศ (transgender) จะส่งผลกระทบต่อการแพทย์จริงหรือไม่อย่างไร และมีวิธีใดบ้างในการอุดช่องว่างเหล่านี้

หมอชี้เพศกำเนิดยังจำเป็นต่อการวินิจฉัยบางโรค

หากหญิงข้ามเพศหรือชายข้ามเพศเข้ามารักษาในโรงพยาบาลโดยที่ข้อมูลในบัตรประชาชนระบุเพียง “นาย” หรือ “นางสาว” ไม่ตรงตามเพศกำเนิด และไม่มีข้อมูลอื่น ๆ ที่บ่งบอกเพศกำเนิดที่แท้จริงได้ แพทย์ทั้งสองคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุย ยอมรับว่าอาจส่งผล “กระทบ” ต่อการวินิจฉัยโรคบางโรคได้

“ถ้าเขามีสติดีจริง ๆ เขาควรจะสามารถปกป้องตัวเองในการที่จะสามารถบอกได้ว่า ตัวเขาคือชายข้ามเพศ หญิงข้ามเพศ เพื่อให้หมอสามารถที่จะวินิจฉัยแล้วก็ให้การรักษาถูกต้อง ใช่ไหมคะ อันนี้ก็กรณีที่ถ้าเขาสามารถมีสติสัมปชัญญะ เขาควรจะสามารถให้ประวัติที่ปกป้องตัวเองได้ แล้วหมอก็เชื่อว่าคนข้ามเพศส่วนใหญ่ก็จะทำแบบนั้น” ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกกับบีบีซีไทย

“แต่ว่าถ้าในกรณีหมดสติ อันนี้จะเป็นกรณีหนึ่งที่อาจจะทำให้มีความยากมากขึ้นในการวินิจฉัยบางโรค ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันก็อาจจะมี เช่น เราอาจจะคิดถึงเรื่อง ท้องนอกมดลูกน้อยลง เมื่อเขาเป็น transwoman (หญิงข้ามเพศ)” เธอกล่าว

สอดคล้องกับ นพ.ชาตรี ที่มองว่าหากแพทย์ไม่ทราบเพศกำเนิดที่แท้จริงของบุคคลข้ามเพศที่เข้ามารักษา ก็อาจทำให้คิดไม่ถึงโรคบางประเภทที่เกิดจากอวัยวะภายในซึ่งไม่ตรงตามเพศสภาพได้ เช่น ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิงโดยปกติจะมีมดลูกและรังไข่ แต่ไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายและต่อมลูกหมาก ขณะที่หญิงข้ามเพศจะยังคงมีต่อมลูกหมากอยู่แม้จะตัดอวัยวะเพศชายและถุงอัณฑะออกไปแล้ว

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

ได้รับความนิยมสูงสุด

  • Wasawat Lukharang/ BBC THAI/ธนพร สิงห์โต

  • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

  • A composite image shows a grim-faced US President Donald Trump, wearing a white

  • Giuliana Passarelli stands in snowy mountains, wearing a pink fur jacket and dark clothes. She has long, blonde hair and looks directly at the camera with her hands in her pockets.

End of ได้รับความนิยมสูงสุด

“จะมี 2 ประเด็นว่าเขาเปิดเผยสิ่งที่เขาไม่บอกไหม ไม่ว่าจะไม่เปิดเผยโดยไม่ตั้งใจ เช่น หมดสติมาแล้วปวดท้องมา เราก็จะไม่มีทางรู้แล้วว่าที่ปวดท้องมันเป็นจากอวัยวะอะไรที่มีปัญหา” นพ.ชาตรี อธิบาย

“หรือมีสติปกติแต่ปกปิด ไม่อยากให้รู้ เกิดไปเปลี่ยนเสียงอะไรมา ก็เหมือน ๆ ไปหมดเลย แล้วก็ยังไม่บอกหมออีกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงแท้ ๆ โดยเพศกำเนิด การวินิจฉัยโรคที่อาจจะเป็นจากอวัยวะผู้ชายอยู่ข้างในก็จะไม่ได้ถูกนึกถึง เช่น ถ้าจะเป็นโรคของต่อมลูกหมาก แต่ว่าไม่มีข้อมูลว่าเขาเคยเป็นผู้ชายมาก่อนเลย อย่างนี้โรคของต่อมลูกหมากมันจะไม่ถูกคิดถึงเลย” เขาระบุ

“สมมติคนนี้มาเป็นเหมือนผู้ชายเลย แต่ที่จริงเขาเป็นผู้หญิง [โดย] ดั้งเดิม เพราะฉะนั้นไส้ในก็ต้องมีรังไข่ แต่ถ้าเจ็บท้องมาหาหมอ เกิดเจ็บท้องน้อยด้านขวา ถ้าเขาไม่พูดนะ… มันมีอันเดียว สงสัยต้องเป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่ความจริงคนนี้ ผู้ชายคนนี้เขามีรังไข่อยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นรังไข่มันอาจจะบิดขั้ว มันอาจจะเป็นเนื้องอกแล้วมันแตกอะไรก็แล้วแต่ นึกออกไหมครับ มันก็ทำให้วินิจฉัยมันตกหล่นไป”

นพ.ชาตรี ยังชี้ถึงลักษณะทางกายภาพอื่น ๆ ที่มีความแตกต่างระหว่างหญิงและชาย เช่น ระดับความเข้มข้นของเลือด และระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ผู้มีเพศกำเนิดเป็นหญิงและหญิงข้ามเพศยังมีความแตกต่างกันอยู่ ทำให้มีความเสี่ยงของการเป็นโรคบางโรคที่แตกต่างกัน

นายแพทย์จากกรมอนามัยยังแสดงความกังวลต่อการเก็บสถิติทางการแพทย์ เช่น อัตราอุบัติการณ์ของโรคต่าง ๆ จะผิดเพี้ยนไปหรือไม่ หากหญิงข้ามเพศถูกเก็บข้อมูลในฐานะ “ผู้หญิง” หรือชายข้ามเพศถูกเก็บข้อมูลในฐานะ “ผู้ชาย”

“ฐานข้อมูลตัวเลขทางสถิติของโรคต่างๆ ที่มันจะเพี้ยน จะมีวิธี collect (รวบรวม) กลับมาให้มันถูกต้องอย่างไร เช่น อัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในประเทศไทยมันจะเพี้ยนแล้วแน่นอน นึกออกไหม เพราะจำนวนคนที่เป็นผู้หญิงจะเยอะขึ้น แต่จำนวนคนเป็นมะเร็งเต้านมจะใกล้ ๆ เดิม เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่มะเร็งเต้านมอย่างเดียว แต่จะมีอีกหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ ที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศก็จะเพี้ยน โรคพิการแต่กำเนิดต่าง ๆ ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้มันก็จะเปลี่ยนไป” นพ.ชาตรีระบุ

เปลี่ยนคำนำหน้านาม ควรทำระบบเวชระเบียนให้รองรับ

BANGKOK, THAILAND - 2024/06/18: A participant holds up a placard that says

ที่มาของภาพ, Getty Image

คำบรรยายภาพ, ประเทศไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ทว่ายังไม่มีกฎหมายใดที่รับรองการเปลี่ยนคำนำหน้านาม (ภาพเมื่อ มิ.ย. 2024)

แพทย์ทั้งสองรายมองคล้ายกันว่าหากประเทศไทยจะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้านามจริง สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการปรับระบบฐานข้อมูลเวชระเบียนในโรงพยาบาลต่าง ๆ ให้สามารถทราบเพศกำเนิดของผู้ป่วยได้ นอกเหนือไปจากการคาดการณ์ผ่านคำนำหน้าหรือเพศสภาพ

ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกว่า ในบางประเทศที่มีการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้านาม มีการระบุเพศทางชีววิทยา (biological sex) หรือเพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิด (sex assigned at birth) ไว้ในเวชระเบียน เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์

เธอมองว่านี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเองก็สามารถจัดการได้ “ไม่ได้เป็นประเด็นที่เราต้องทำให้คนที่ข้ามเพศถูกเรียกว่าตัดสิทธิ หรือลิดรอนสิทธิที่จะไม่มีคำนำหน้า” แม้ว่าปัจจุบันระบบข้อมูลทางสุขภาพของคนไทยในโรงพยาบาลต่าง ๆ อาจจะยังไม่เชื่อมต่อกันมากนัก

“บางประเทศระบบสุขภาพเชื่อมต่อกันหมด คุณจะเข้าโรงพยาบาลไหน คุณมีประวัติ แต่ว่าหมอคิดว่าของบ้านเราไม่ได้ link (เชื่อมต่อ) ก็คือเป็นของโรงพยาบาลใครโรงพยาบาลมัน แต่ว่าเราอาจจะทำระบบได้ เช่น อย่างตอนนี้เราตรวจสอบสิทธิ เราก็สามารถเสียบบัตรประจำตัว [ประชาชนของ] เรา สิทธิก็ขึ้นมาว่าเรามีสิทธิการรักษา มันก็เป็นระบบที่มันสามารถสร้างได้” ผศ.พญ.จิราภรณ์ กล่าว

ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวต่อไปว่าประเด็นการเปลี่ยนคำหน้าชื่อเป็นเรื่องของวิธีการมองว่าจะมองบนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัว หากเข้าใจคนที่ได้รับผลกระทบเราก็จะพยายามหาทางที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงมีความเป็นไปได้

ผศ.พญ.จิราภรณ์ยังยกตัวอย่างในประเทศที่ใช้เวชระเบียนระบุเพศทางชีวภาพ (biological sex) และเพศภาวะ (gender) แยกกัน

“เป็นเรื่องของการปรับตัวของวงการแพทย์ ของโรงพยาบาลให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของสังคม ซึ่งอันนี้หมอก็ไม่เห็นว่าเขาจะเป็นปัญหาอะไรกัน” แพทย์หญิงจาก รพ.รามาฯ กล่าวกับบีบีซีไทย

“เรา (ไทย) จะเป็น fear-based (ความหวาดกลัว) เดี๋ยวหมอจะทำงานหนัก เดี๋ยวจะโดนหลอก เดี๋ยวคนไข้ให้ประวัติไม่ครบ ซึ่งในความเป็นจริง มันจะเป็นอย่างนั้นหรือ ถ้าเรารักตัวเอง เรากลัวหมอวินิจฉัยผิด เราก็ควรจะบอกประวัติเรา หมอคิดว่ามันเป็นความกลัวแบบที่มองปัญหาเล็ก แล้วก็เลยทำให้ไม่เห็นภาพรวมของปัญหาใหญ่ และพอมันเป็น fear (ความกลัว) มันก็พยายามจะทำให้มันไม่ต้องเกิดขึ้น มันจะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหา เราก็เลยจบปัญหาไปโดยการทำให้คนข้ามเพศเป็นฝ่ายที่ต้องรับกับปัญหานั้นไปแทน โดยที่ไม่มี solution (ทางออก) หรือไม่มีข้อแก้ไข” ผศ.พญ.จิราภรณ์ ระบุ

“เพศของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับจู๋และจิ๋ม เพศของเราขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเรา” ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย รพ.รามาฯ กล่าว “เหมือนวันนี้ถ้าอวัยวะเพศเราหายไป เราไม่ได้เปลี่ยนเพศของเรานะ คือสมมติผู้ชายทั่วไปอยู่ดี ๆ จู๋หายไปอย่างนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะกลายเป็นผู้หญิง… หรือการไม่มีมดลูกก็ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงหลายคนมาก ๆ ที่เกิดมาไม่มีมดลูก แล้วแปลว่าเขาไม่ได้เป็นผู้หญิงหรือเปล่าก็ไม่ใช่”

.

ที่มาของภาพ, ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น/ Facebook

คำบรรยายภาพ, พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานในพิธีเปิดคลินิกวัยรุ่นและเพศหลากหลาย (Youth and Pride Clinic) ที่ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา นับเป็นหน่วยบริการนำร่องของกรมอนามัยก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ซึ่ง นพ.ชาตรี ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้มากขึ้น

ขณะที่ นพ.ชาตรี เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยพยายามจะเชื่อมโยงข้อมูลทางสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” โดยพยายามเชื่อมต่อระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล (Personal Health Record: PHR) ให้โรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถดึงประวัติการรักษาเดิมของผู้ป่วยได้ แต่ก็ยังทำสำเร็จในระดับ “บางจังหวัด” ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถดึงข้อมูลข้ามจังหวัดหรือข้ามหน่วยงานได้

ที่เป็นเช่นนี้ นพ.ชาตรี อธิบายว่าเพราะระบบไอทีในแต่ละโรงพยาบาลมีความแตกต่างกันออกไป และโรงพยาบาลต่าง ๆ ในไทยก็อยู่ภายใต้หลายสังกัด ทั้งโรงพยาบาลภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ทหาร ตำรวจ โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โรงพยาบาลเอกชน อีกทั้งยังมีคลินิกต่าง ๆ ด้วย การจะเชื่อมต่อข้อมูลของสถานพยาบาลทุกสังกัดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

แตกต่างจาก ผศ.พญ.จิราภรณ์ ที่มองว่าระบบต่าง ๆ สามารถ “สร้างได้” เพื่อไม่คนข้ามเพศถูก “ลิดรอนสิทธิที่จะไม่มีคำนำหน้า” ตรงกับเพศสภาพของตัวเอง ขณะที่ นพ.ชาตรี มองว่าการเปลี่ยนระบบ “ไม่ใช่เรื่องเล็ก” และหากสังคมยอมรับบุคคลข้ามเพศอย่างเท่าเทียมจริง ๆ การจะเปลี่ยนคำนำหน้านามหรือไม่ก็อาจไม่ใช่สาระสำคัญ

“ถ้าสังคมเปิดกว้าง เราก็อยู่กันไปแบบนี้ มันก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรไหม ในขณะที่การเปลี่ยนแล้วก็จะต้องไปปรับในระบบทางด้านการแพทย์อย่างที่บอก ผมว่าก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องง่ายในการจะไปเปลี่ยนตรงส่วนนั้น” นพ.ชาตรี กล่าว

สำรวจการ “รับรองเพศทางกฎหมาย” ในต่างประเทศ

BERLIN, GERMANY - 2025/07/26: Participants in the Berlin Pride Parade pose for the camera. Hundreds of thousands of people celebrated the Berlin Pride parade, known as Christopher Street Day. One of the largest LBGTIQ+ events in Europe, the parade is a public show of support for LGBTIQ+ rights. This year's theme, 'Never be silent again' represents a call to action for the broader community to speak out against injustice and discrimination and promote and encourage a more equitable world. The parade including some 80 or more trucks laden with participants and broadcasting loud dance music to the crowds, concluded at the Brandenburg Gate when revellers are enjoying live music food and other entertainment. (Photo by Michael Thomas/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศงานไพรด์ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2025 โดยเยอรมนีคือหนึ่งในประเทศที่มีการรับรองเพศทางกฎหมาย โดยใช้หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination)

ข้อมูลจาก “ILGA-Europe” ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมสำหรับกลุ่ม LGBTI ในปี 2025 พบว่ามี 12 ประเทศในยุโรป ที่รับรองเพศทางกฎหมาย (legal gender recognition – LGR) โดยใช้หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination) ได้แก่ เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน และสวิตเซอร์แลนด์

หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination) หมายถึงการเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อ เพศตามกฎหมาย หรือ เพศสภาพ โดยขึ้นอยู่ที่ความต้องการของผู้ยื่นเรื่องเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือบุคคลที่สามผู้เชี่ยวชาญมารับรอง ซึ่งนับเป็นรูปแบบการรับรองเพศทางกฎหมายที่เปิดกว้างมากที่สุด

ประเทศอื่น ๆ อาจมีหลักเกณฑ์ในการรับรองเพศทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น ทางการสหรัฐฯ เคยอนุญาตให้พลเมืองทุกคนสามารถเลือกเครื่องหมายระบุเพศ “X” ในฐานะเพศกลางหรือการไม่ระบุเพศ ในหนังสือเดินทางของแต่ละบุคคลได้ จากเดิมที่ระบุได้เพียง 2 เพศคือ “M” (ชาย) หรือ “F” (หญิง) โดยในบางรัฐยังอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายระบุเพศ “X” ในใบขับขี่หรือสูติบัตรด้วย

งานศึกษาในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อปี 2020 ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างในรัฐแมสซาชูเซตส์และโรดไอแลนด์ พบว่า กลุ่ม LGBT+ ที่เลือกเปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในหนังสือเดินทางและในใบขับขี่เป็น X เผชิญกับความไม่สบอารมณ์จากการถูกเลือกปฏิบัติจากเพศน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้เปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในเอกสารดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังมีระดับความวิตกกังวล, อาการโซมาติเซชัน (Somatization – อาการทางกายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายในจิตใจ) และความทุกข์ใจในภาพรวม (Global psychiatric distress) ที่น้อยกว่าด้วย แต่ก็พบว่าผู้ที่เปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในเอกสารแสดงตัวเพียงฉบับเดียว ไม่มีความแตกต่างทางสถิติในด้านสุขภาพจิตเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เปลี่ยนเลย

อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยระบุว่างานวิจัยส่วนใหญ่ที่พวกเขานำมาศึกษานั้น ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในประเทศที่มีรายได้สูงและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ยังไม่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนข้ามเพศทั่วโลกได้อย่างแท้จริง และรูปแบบการวิจัยส่วนใหญ่เป็นแบบตัดขวาง (cross-sectional – การศึกษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยไม่ได้ติดตามผลในระยะยาว) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอคติในการวิจัยจากปัญหาเรื่องการควบคุมตัวแปร