การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในกลุ่มเยาวชนของเนเธอร์แลนด์ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาครัฐและนักวิจัยด้านสาธารณสุขเร่งผลักดันมาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมการบริโภค และลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีแผนจัดเก็บ “ภาษีน้ำตาล” ในอนาคต เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น และกระตุ้นให้ผู้ผลิตลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์
จากผลการศึกษาของหน่วยงานสาธารณสุขเทศบาลอัมสเตอร์ดัม (GGD Amsterdam) และมหาวิทยาลัย Vrije Universiteit Amsterdam พบว่า เยาวชนชาวดัตช์อายุระหว่าง 12–16 ปี ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 9.5 แก้วต่อสัปดาห์ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างดื่มมากถึง 16.5 แก้วต่อสัปดาห์ ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำตาลประมาณ 90 ก้อนต่อสัปดาห์
นักวิจัยด้านสุขภาพระบุว่า ปริมาณน้ำตาลที่เยาวชนบริโภคจากเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างมีนัยสำคัญ โดย WHO แนะนำว่า เด็กหญิงอายุ 12 ปีไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินประมาณ 44 ก้อนต่อสัปดาห์ และเด็กชายอายุ 16 ปีไม่ควรเกิน 79 ก้อนต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ การบริโภคน้ำตาลในระดับสูงนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงของโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สร้างภาระทางเศรษฐกิจมากกว่า 1 พันล้านยูโรต่อปี จากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการสูญเสียผลิตภาพแรงงาน ข้อมูลด้านสาธารณสุขของเนเธอร์แลนด์ยังระบุว่า ปัจจุบันประชากรผู้ใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งมีภาวะน้ำหนักเกิน และร้อยละ 15 อยู่ในภาวะโรคอ้วน สำหรับเด็กประมาณ 1 ใน 7 คนในเนเธอร์แลนด์มีภาวะน้ำหนักเกิน ทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น
เครื่องดื่มที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงน้ำอัดลมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงน้ำผลไม้ เครื่องดื่มรสหวาน เครื่องดื่มเกลือแร่ เครื่องดื่มชูกำลัง และชาเย็น ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและให้คุณค่าทางโภชนาการต่ำ อีกทั้ง ยังพบว่า เยาวชนส่วนใหญ่ซื้อเครื่องดื่มเหล่านี้จาก ซูเปอร์มาร์เก็ต และหากราคาเครื่องดื่มกระป๋องขนาด 330 มิลลิลิตรสูงกว่า 3 ยูโร ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเลิกซื้อสินค้า
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงมีแผนจะจัดเก็บภาษีน้ำตาล (sugar tax) ในปี 2030 เพื่อควบคุมพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยจะจัดเก็บภาษีกับอาหารสำเร็จรูปที่บรรจุหีบห่อที่มีปริมาณน้ำตาลตั้งแต่ร้อยละ 6 ขึ้นไป ซึ่งผลจากการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวจะทำให้สินค้าที่มีน้ำตาลสูงมีราคาแพงขึ้น ส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรเพื่อลดน้ำตาลในสินค้า คาดว่าจะสร้างรายได้ให้รัฐประมาณ 900 ล้านยูโรต่อปี รัฐบาลเห็นว่ามาตรการด้านภาษีอาหารและเครื่องดื่มเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระด้านสาธารณสุขในระยะยาว ปัจจุบันมีมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลกที่ใช้มาตรการภาษีน้ำตาล โดยเฉพาะในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ ซึ่งมีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม
ทั้งนี้ อาหารที่ไม่บรรจุหีบห่อ เช่น ผลไม้สดบางชนิด แม้มีน้ำตาลสูงจะไม่ถูกเก็บภาษี เพราะไม่มีฉลากโภชนาการ และผลไม้ยังมีใยอาหาร วิตามิน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ โดยคำแนะนำคือ ควรบริโภคผลไม้วันละ200 กรัม สถานการณ์นี้อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงในบางประเด็น เช่น ผลไม้แช่แข็งที่บรรจุหีบห่ออย่างบลูเบอร์รี่หรือกล้วยหั่นแว่นอาจถูกเก็บภาษี ขณะที่ผลไม้สดไม่ถูกเก็บ แม้ว่าศูนย์โภชนาการเนเธอร์แลนด์จะระบุว่ามีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่ากัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ Liesbeth Velema คาดว่ารัฐบาลอาจยกเว้นผลไม้แช่แข็ง เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ดีและราคาย่อมเยาสำหรับผู้มีงบจำกัด นอกจากนี้ อาหารไม่บรรจุหีบห่อ เช่น ขนมจากร้านเบเกอรี่ที่ขายเป็นชิ้น อาจไม่ถูกเก็บภาษีเช่นกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและรายละเอียดในการบังคับใช้
ศูนย์โภชนาการเนเธอร์แลนด์สนับสนุนแนวคิดภาษีน้ำตาล แม้มองว่าเพียงมาตรการเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาโรคอ้วนได้ทั้งหมด แต่การทำให้อาหารไม่ดีต่อสุขภาพมีราคาแพงขึ้นถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญ ในทางตรงกันข้าม สมาคมอุตสาหกรรมอาหารเนเธอร์แลนด์ (FNLI) ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าภาษีน้ำตาลแบบครอบคลุมอาจไม่มีประสิทธิภาพ และการยกเว้นอาหารไม่บรรจุหีบห่อทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน
ปัจจุบัน เนเธอร์แลนด์มีการเก็บภาษีการบริโภคสำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่แล้ว เช่น น้ำผลไม้และน้ำอัดลม โดยภาษีดังกล่าว ไม่ได้คำนวณตามปริมาณน้ำตาลในสินค้า แต่เก็บตามปริมาณเครื่องดื่มที่จำหน่ายอัตราปัจจุบันอยู่ที่ 26 เซนต์ต่อลิตร และยกเว้นเฉพาะน้ำเปล่า นม และเครื่องดื่มจากถั่วเหลือง ตัวอย่างเช่น Coke Zero ยังต้องเสียภาษีดังกล่าว ผู้ผลิตเครื่องดื่มส่วนใหญ่เห็นว่า ภาษีการบริโภคเดิมไม่เป็นธรรม และยินดีที่กำลังจะมี “ภาษีน้ำตาลที่แท้จริง” เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลไม่ได้มาจากเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากอาหารประเภทอื่นจำนวนมากที่ยังไม่ถูกเก็บภาษี
บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.
แนวโน้มตลาดอาหารของเนเธอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนไปสู่เครื่องดื่ม Low sugar / No sugar ผลิตภัณฑ์ healthy lifestyle อาหารที่มี Nutri-score ดี และผลิตภัณฑ์ clean label แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวดัตช์มีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น และมีแนวโน้มเลือกสินค้าที่มีน้ำตาลต่ำหรือไม่มีน้ำตาล
นโยบายภาษีน้ำตาลของเนเธอร์แลนด์ยังสะท้อนแนวโน้มของตลาดอาหารยุโรปที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมากในยุโรปเริ่มปรับสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อลดน้ำตาล และพัฒนาสินค้ากลุ่ม functional food และ healthy beverage ซึ่งอาจกลายเป็นทิศทางสำคัญของตลาดในอนาคต หากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ดำเนินการด้านมาตรการภาษีน้ำตาล อาจส่งผลต่อสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่นำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำตาลสูง เช่น เครื่องดื่มพร้อมดื่ม เครื่องดื่มผลไม้ ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ซึ่งผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัว โดยพัฒนาสินค้าสูตรน้ำตาลต่ำ เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และใช้จุดแข็งของวัตถุดิบธรรมชาติของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในตลาดเนเธอร์แลนด์ในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
มีนาคม 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fpen9k3n9zji4urzqma1nv2z&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OfnpREPhHQAQRNqyPapDl

