สำนักข่าว อัล จาซีรา (Al Jazeera) รายงานบทวิเคราะห์ล่าสุด หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาเข้าสัปดาห์ที่ 3 ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้พุ่งทะลุ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเรียบร้อยแล้ว แต่นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันเตือนว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหากเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในปี 2569 นี้
ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่ที่ถูกตัดขาด
ช่องแคบฮอร์มุซคือทางผ่านของน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก ปัจจุบันการจราจรทางเรือแทบจะหยุดชะงักหลังจากอิหร่านประกาศปิดและขู่โจมตีเรือทุกลำ แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามจัดตั้งกองเรือคุ้มกันแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากนานาชาติ มีเพียงเรือจากจีน, อินเดีย, ปากีสถาน และตุรกี เท่านั้นที่ยังได้รับอนุญาตให้ผ่านได้บางส่วน
ผู้เชี่ยวชาญจาก ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (OCBC) เผยว่า แม้ทั่วโลกจะระบายน้ำมันสำรอง (Strategic Reserves) ออกมาถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่ตลาดโลกยังคงเผชิญภาวะ “ขาดแคลนน้ำมันดิบวันละ 10 ล้านบาร์เรล” ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลเกินกว่าที่น้ำมันสำรองจะชดเชยได้
ผลกระทบลูกโซ่: เงินเฟ้อพุ่ง-ปากท้องพัง
หากราคาน้ำมันแตะระดับ 150-200 ดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงตามคาดการณ์ของ IMF ดังนี้
-
เงินเฟ้อ: ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะทำให้เงินเฟ้อโลกพุ่งขึ้น 0.4%
-
การเติบโต: เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 0.15%
-
สินค้าขาดแคลน: ไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่จะกระทบถึงราคาปุ๋ย, พลาสติก และวัสดุอุตสาหกรรม จนอาจเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าทั่วโลก
น้ำมันแพงเกินไป…ทางแก้คือยอมไม่ใช้?
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า หากราคาพุ่งสูงเกินไปจะเกิดปรากฏการณ์ “Demand Destruction” หรือการที่ผู้บริโภคสู้ราคาไม่ไหวจนต้องหยุดใช้ไปเอง ซึ่งอาจช่วยให้ราคากลับมาสมดุลได้บ้าง แต่กว่าจะถึงจุดนั้น เศรษฐกิจโลกอาจบอบช้ำจนยากจะเยียวยา เหมือนครั้งวิกฤตปี 2008 ที่ราคาน้ำมันเคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 147.50 ดอลลาร์ (เทียบเท่า 224 ดอลลาร์ในค่าเงินปัจจุบัน)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378974985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IOVqWGv4-Dpy_XLNo5jvR

