• Tue. Sep 22nd, 2026

เดิมพันอีกรอบรัฐทุ่มแสนลบ.ประคองเศรษฐกิจ..ส่งท้ายปี  | เดลินิวส์

เดิมพันอีกรอบรัฐทุ่มแสนลบประคองเศรษฐกิจ.ส่งท้ายปี -|-เดลินิวส์เดิมพันอีกรอบรัฐทุ่มแสนลบ.ประคองเศรษฐกิจ..ส่งท้ายปี  | เดลินิวส์

โคม่าตั้งแต่โควิด

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนับตั้งแต่วิกฤติิโควิด-19  เป็นต้นมา แทบไม่มีปีไหนเลยที่เรียกได้เต็มปากว่า เศรษฐกิจไทยดีจริง ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมานาน  ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย สินค้าจากต่างชาติทะลักเข้ามาตีตลาด ภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลัง
การผลิตที่ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่กลางปี 63 ซึ่งเป็นช่วงโควิดระบาดหนักเลยทีเดียว

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเมื่อนำตัวเลขเศรษฐกิจไทยไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน จะพบว่า ไทยกลายเป็นประเทศที่โตช้าที่สุดในภูมิภาค เวียดนามยังเติบโตได้ถึง 8.4%ฟิลิปปินส์ 2.3% อินโดนีเซีย 5.3% และมาเลเซีย 6% ในไตรมาสเดียวกันไทยกลับมีตัวเลขขยายตัวได้เพียง 1.9% สะท้อนว่าปัญหาของไทยไม่ใช่แค่ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดอ่อนฉุดรั้งประเทศให้ตามหลังคนอื่นไปเรื่อย ๆ

ทุกเครื่องยนต์แผ่ว

เมื่อแยกดูรายละเอียดแล้วพบว่า…เครื่องยนต์เศรษฐกิจแทบทุกตัวกำลังแผ่วลงพร้อมกัน การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนสอดคล้องกับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส นับตั้งแต่ปลายปี 65 ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ
ยิ่งน่าใจหาย โตเพียง 0.2% แทบไม่มีแรงส่งให้เศรษฐกิจพึ่งพาได้ มีเพียง “ภาคการลงทุน” เท่านั้นที่เป็นข่าวดีหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืดมน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่พุ่งขึ้นถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส 

กลายเป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน เกรด 4 ขณะที่วิชาอื่นแทบจะติดศูนย์กันหมด ซึ่งไม่พอฉุดเศรษฐกิจทั้งระบบให้ลอยตัวขึ้นมาได้ เพราะแม้ตัวเลขส่งออกที่ทำท่าสดใสโตถึง 17.6% แต่ที่น่าห่วงคือ การนำเข้ากลับพุ่งแรงกว่าถึง 42.3% สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส จนไทยต้องขาดดุลการค้ามหาศาล รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุลเป็นครั้งแรกสูงถึง 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5.75 แสนล้านบาท สะท้อนว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยกำลังเปราะบาง

สงครามยังซ้ำเติม

นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้สินครัวเรือนไทยยังพุ่งทำสถิติใหม่ในทุก ๆ ปี ล่าสุดผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยพุ่งขึ้นไปถึง 794,945 บาทต่อครัวเรือน สูงสุดในรอบ 17 ปี นับ
ตั้งแต่เริ่มสำรวจโดยภาระผ่อนชำระเฉลี่ยสูงถึง 21,935 บาทต่อเดือน สาเหตุหลักมาจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่องยิ่งตอกย้ำว่า กำลังซื้อของประชาชนถูกกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือแรงจับจ่าย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ได้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

ไม่เพียงแค่โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ล่าสุดการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางก็ยิ่งซ้ำเติมให้ไทยลำบากกว่าเดิมราคาพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบสำคัญ ทั้งปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์  และปุ๋ยสูงขึ้น ขณะที่ปัญหามาตรการภาษีทางการค้าของสหรัฐที่ยังเจรจาไม่จบ ก็เป็นแรงกดดันอีกชั้นต่อภาคส่งออกที่เคยเป็นพระเอกในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจแทบทุกตัวกำลังทำท่าจะน็อกพร้อมกันในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ 

ขณะเดียวกันในเรื่องของดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก็ยังต่ำสุดรอบ 35 เดือน โดยสาเหตุใหญ่ก็ยังมาจากกำลังซื้อของประชาชนในแต่ละภูมิภาคอยู่ในระดับต่ำ เพราะมีหนี้ครัวเรือนสูง ว่างงานสูง รายได้ไม่มาก ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไม่ดี การท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่น แม้ราคาสินค้าสำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพด
เลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เริ่มสูงขึ้น แต่ไม่ได้อยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว หรือเกษตรกรไม่มีผลผลิตในมือ จึงทำให้รายได้
ไม่เพิ่มขึ้นตาม และกำลังซื้ออยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ภาคธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากการเข้ามาแข่งขันของสินค้าต่างประเทศ จนส่งผลให้ยอดขายลดลง กำไรลดลง อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนด้านต่าง ๆ ที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งจากปัญหาทั้งหมด ทำให้ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง ขณะที่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นไปอย่างยากลำบาก สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของภาคธุรกิจยังคงวนไปวนมา และยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในปัจจุบัน 

ต้องยอมรับว่า…ปัญหาของภาคธุรกิจยังคงวนไปวนมาเหมือนเดิม และต้องการให้ภาครัฐช่วยดูแลต้นทุน การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ภาคธุรกิจต้องการให้ภาครัฐช่วยดูแลการเข้ามาของทุนต่างชาติและสินค้าจากต่างประเทศ ไม่ให้เกิดการทุ่มตลาดใด ๆ ด้วย

ปล่อยกระสุนแสนล้าน

ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณและปีปฏิทิน จึงไม่ต้องแปลกใจใด ๆ ที่หลายฝ่ายจะตั้งคำถามใหญ่ที่ทุกคนอยากรู้คือ รัฐบาล “อนุทิน
ชาญวีรกูล” จะงัดมาตรการอะไร? ออกมาเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ให้ทรุดหนักไปกว่าเดิมอีก 

อย่างไรก็ตามล่าสุด…ได้เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ มูลค่านับแสนล้านบาท นำโดยมาตรการแรก คือการต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกไปอีก 2 เดือน โดยใช้งบประมาณที่เหลือจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาใช้ โดยทั้ง 2 มาตรการ ผ่านการกลั่นกรองเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะใช้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 50,000-60,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายสำคัญก็เพื่อพยุงกำลังซื้อของกลุ่มฐานรากที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยแนวทางของ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะแจกคนละ 1,000 บาท ออกไปอีก 2 เดือน คือ ในเดือน ต.ค.-พ.ย. โดยใช้สูตรเดิม 60/40 รัฐบาลสนับสนุน 60% ประชาชนจ่าย 40% ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 26 ล้านคน 

ส่วน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกนำมาเติมเงินควบคู่กัน โดยผู้ผ่านเกณฑ์รอบใหม่มีประมาณ 9 ล้านคน และยังมีผู้ขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน ที่ประกาศผลวันที่ 30 .. 69 นี้ หากผ่านทั้งหมด จะมีผู้ได้รับสิทธิกว่า 14 ล้านคน สามารถเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่ 1 .. โดยเงินที่ได้รับเพิ่มเป็นในส่วนค่าครองชีพเพิ่ม 700 บาท เป็น 1,000 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัสแทน โดยก้อนเงินที่รัฐอัดฉีดจากทั้ง 2 โครงการ จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท

ชูมาตรการแกะกล่อง

อีกมาตรการเรือธงใหม่แกะกล่อง ที่รัฐบาลเตรียมผลักดันคือ “โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน” ซึ่งแตกต่างจากมาตรการแจกเงินทั่วไป เพราะรอบนี้รัฐหวังให้เกิดทั้งการลดค่าไฟและสร้างรายได้ระยะยาว เบื้องต้นกำหนดเงินอุดหนุนประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน ครอบคลุมทั้งการติดตั้งบนหลังคาและบนพื้นดิน ตั้งเป้าราว 1 ล้านครัวเรือน และอาจขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน หากเต็มเป้าจะใช้งบสูงถึงประมาณ 75,000 ล้านบาท  

จุดขายของโครงการนี้คือประชาชนไม่จำเป็นต้องควักเงินก้อนใหญ่ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์เองทั้งหมด เพราะมีแนวทางให้การไฟฟ้าฯ ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐสนับสนุนสินเชื่อให้ประชาชนไปติด จากนั้นค่อยตามผ่อนทีหลัง ขณะเดียวกันจะติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์เพื่อรองรับการขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ สำหรับระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ มีการคำนวณเบื้องต้นว่าอาจสร้างรายได้จากการขายไฟได้ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือน และ
รายได้จากการขายไฟสามารถนำไปหักชำระเงินกู้ได้ในกรณีที่
กู้เงินติดตั้งได้ด้วย

โดยล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติหรือ กพช. ที่ “เอกนิติ” ทำหน้าที่ประธานแทน นายกฯอนุทิน เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา  ก็มีมติเห็นชอบขยายกรอบส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชนจากข้อเสนอเบื้องต้น 5,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาดในระดับ ครัวเรือน สำหรับแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจะใช้ระบบ Net Billing โดยประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองก่อน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ พร้อมขยายระยะเวลาสัญญารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ โดยกรอบรับจ่ายไฟเพิ่มเติมครอบคลุมช่วงปี 2569-2571

แถมยังขยายรูปแบบการติดตั้ง จากเดิมที่เน้นโซลาร์บนหลังคา ให้สามารถติดตั้งบนพื้นดินและบนผิวน้ำสำหรับภาคครัวเรือนได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หลังคาสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนอาจติดตั้งระบบขนาดมากกว่า 5 กิโลวัตต์ ได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจะจำกัดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์

อัดฉีดแสนล้านไหวไหม

หากรวมจำนวนเงินจากการต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส และบัตรสวัสดิการฯ เข้ากับโครงการโซลาร์รูฟท็อปฯ จะเห็นว่ารัฐบาลกำลังเตรียมเครื่องมือทางการคลังระดับมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยยังไม่นับมาตรการท่องเที่ยว อย่างไทยเที่ยวไทยพลัสที่ถูกเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่มีการจับตามองกันว่าจำนวนเงินที่รัฐกำลังหว่านลงไปในระดับนี้ จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และเพียงพอพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เพราะตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารัฐบาลได้ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจไปมหาศาลแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท นับตั้งแต่เดือน ต.. 68 
ที่เริ่มแจกเงินผ่านคนละครึ่งพลัส เมื่อปีที่แล้วผ่านงบกลางฉุกเฉิน แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีแต่ทรงกับทรุดหรือแม้แต่ในไตรมาส 3 จะแจกเงินเต็มทั้งไตรมาสแล้ว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังดูซบเซาผิดปกติเข้าให้อีก

เห็นได้จากสัญญาณทางเศรษฐกิจของประเทศก็ยังส่งสัญญาณอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ อัตราการว่างงานขยับขึ้นมาอยู่ที่  0.96% ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งไปแตะ 12.9 ล้านล้านบาท   ใกล้เพดานที่กำหนดเข้าไปทุกที ยิ่งจำกัดพื้นที่ทางการคลังที่รัฐบาลจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว! แม้สภาพัฒน์จะยังคงยืนยันเศรษฐกิจไทยทั้งปี 69 ไว้ที่ 2.0-2.5% โดยหวังพึ่งแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนและแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงที่เหลือของปี แต่ความน่าห่วงที่แท้จริงคือ ท่ามกลางวิกฤติตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ราคาพลังงานที่ผันผวน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และหนี้สินครัวเรือนที่ทุบสถิติใหม่ทุกปี เม็ดเงินแสนล้านที่รัฐบาลกำลังจะทุ่มลงไปในไตรมาสสุดท้ายนี้ จะเพียงพอทำให้คนไทยกลับมาลืมตาอ้าปากได้หรือเปล่า!.

ทีมเศรษฐกิจ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/6208812/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_y3FHymwe_U5tpTKpoihf