• Sun. Sep 13th, 2026

อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกพักฐาน หลังคลายกังวลฮอร์มุซ หนุนหุ้นนิวยอร์กรีบาวด์ จับตาเฟด-ราคาน้ำมันไทย 13/09/69 – สยามรัฐ

อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ-น้ำมันโลกพักฐาน-หลังคลายกังวลฮอร์มุซ-หนุนหุ้นนิวยอร์กรีบาวด์-จับตาเฟด-ราคาน้ำมันไทย-13/09/69-–-สยามรัฐอัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกพักฐาน หลังคลายกังวลฮอร์มุซ หนุนหุ้นนิวยอร์กรีบาวด์ จับตาเฟด-ราคาน้ำมันไทย 13/09/69 – สยามรัฐ

ตลาดการเงินโลกเตรียมเข้าสู่การซื้อขายวันที่ 14 กันยายน 2569 ท่ามกลางความผันผวนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยนักลงทุนให้น้ำหนักทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้

สำหรับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปิดตลาดวันศุกร์ที่ 11 กันยายน ปรับตัวลงแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 2.43 ดอลลาร์ หรือ 2.37% ปิดที่ 100.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 3.02 ดอลลาร์ หรือ 2.81% ปิดที่ 104.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงในวันสุดท้ายของสัปดาห์ แต่ภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์ยังปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดย WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 9.4% และเบรนท์เพิ่มขึ้นประมาณ 8.7% สะท้อนว่าตลาดยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างมาก

แรงขายน้ำมันในช่วงท้ายสัปดาห์เกิดขึ้นหลังนักลงทุนมีความหวังมากขึ้นต่อการเจรจาระหว่างอิหร่าน โอมาน และประเทศในอ่าวอาหรับ ซึ่งอาจนำไปสู่แนวทางจัดการเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนลดสถานะซื้อและขายทำกำไร หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่สามารถวางใจได้เต็มที่ เนื่องจากความเข้าใจระหว่างอิหร่านกับโอมานไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซในทันที ขณะที่การประชุมในโอมานวันที่ 14 กันยายนยังมีแนวโน้มเป็นเวทีสำหรับการหารือมากกว่าการนำไปสู่ข้อตกลงที่มีผลทันที

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านอุปทานจากเส้นทางอื่น โดยซาอุดีอาระเบียระงับการใช้งานท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ชั่วคราว หลังเกิดการโจมตี ซึ่งท่อดังกล่าวมีศักยภาพในการขนส่งน้ำมันประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 4-5% ของอุปทานน้ำมันโลก ปัจจัยดังกล่าวจึงยังเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสแกว่งตัวในระดับสูง

ดังนั้น ภาพราคาน้ำมันก่อนเปิดตลาดวันที่ 14 กันยายนจึงมีลักษณะ “พักฐาน แต่ยังไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นขาลงอย่างเต็มตัว” โดยระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลของ WTI ยังคงเป็นแนวรับและระดับจิตวิทยาที่สำคัญ หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่มีความคืบหน้า หรือเกิดเหตุโจมตีเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติม ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง

ในทางกลับกัน หากการเจรจาทางการทูตสามารถนำไปสู่การเปิดเส้นทางเดินเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม ความเสี่ยงด้านอุปทานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลง ซึ่งอาจเปิดทางให้ราคาน้ำมันปรับฐานต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดการซื้อขายวันที่ 14 กันยายนในบรรยากาศที่ดีขึ้น หลังดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาดฟื้นตัวแรงในวันศุกร์ โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 509.19 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 52,573.29 จุด ส่วน S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.86% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.96% ส่งผลให้ดาวโจนส์ยุติการปรับตัวลงติดต่อกัน 4 วัน

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นคือการปรับตัวลงของราคาน้ำมันจากระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนของภาคธุรกิจและแรงกดดันเงินเฟ้อ นักลงทุนจึงกลับเข้าซื้อหุ้น ส่งผลให้ตลาดโดยรวมฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม การดีดตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันศุกร์ยังควรมองว่าเป็นการ รีบาวด์ระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการยืนยันว่าตลาดกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากนักลงทุนกำลังรอปัจจัยสำคัญที่สุดของสัปดาห์ นั่นคือการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 15-16 กันยายน และการประกาศผลในวันที่ 16 กันยายน

ตลาดยังจับตาข้อมูลเงินเฟ้อและราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าแรงกดดันด้านราคายังอยู่ในระดับสูง และอาจทำให้เฟดต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่ตลาดคาด

แม้ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Reuters จะสะท้อนว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน แต่ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มดังกล่าวลดลง ขณะเดียวกันมีนักวิเคราะห์จำนวนมากขึ้นที่มองว่าเฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มหลักของ S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารเพิ่มขึ้น 1.35% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 1.13% ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคและเฮลท์แคร์ปรับตัวลงเล็กน้อย สะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้าสู่ตลาดหลังความกังวลเรื่องราคาน้ำมันคลายตัว

ดังนั้น ก่อนเปิดตลาดวันที่ 14 กันยายน นักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงและการฟื้นตัวของดัชนีหลัก แต่กรอบการปรับขึ้นอาจถูกจำกัดจากการรอผลประชุมเฟด โดยตลาดมีแนวโน้มซื้อขายด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และอาจเกิดความผันผวนอย่างรวดเร็วหากถ้อยแถลงของเฟดส่งสัญญาณแตกต่างจากที่ตลาดคาด

สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันประจำวันที่ 13 กันยายน 2569 จากข้อมูลราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ของ 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ มีราคาดังนี้

ปตท. (PTT) แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 30.03 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 48.08 บาทต่อลิตร

บางจาก (Bangchak) แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 30.03 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียมอยู่ที่ 49.25 บาทต่อลิตร

พีที (PT) ดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.84 บาทต่อลิตร เบนซินอยู่ที่ 48.58 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.72 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.09 บาทต่อลิตร

เชลล์ (Shell) เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 34.29 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.22 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.59 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซลอยู่ที่ 39.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.84 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซลอยู่ที่ 49.84 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

ภาพรวมตลาดวันที่ 14 กันยายนจึงเป็นการจับตาความเชื่อมโยงระหว่าง “น้ำมันโลก-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย-หุ้นสหรัฐฯ” อย่างใกล้ชิด หากราคาน้ำมันสามารถพักฐานต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นผ่านการลดแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนธุรกิจ แต่หากสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันอาจกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง และเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นผ่านความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในสัปดาห์นี้จึงประกอบด้วยสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ การเจรจาระหว่างอิหร่านกับประเทศในอ่าวอาหรับ เหตุโจมตีเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันดิบ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และที่สำคัญที่สุดคือผลการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายน ซึ่งมีโอกาสกำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TYYA80awyicxIF20me66M

You missed