CIMB แนะจับตาสงครามการค้ารอบใหม่ ฝากโจทย์รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMB เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง การส่งออกที่ขยายตัว และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายในหลายด้าน โดยการบริโภคภาคเอกชนยังคงทรงตัว เนื่องจากรายได้ของประชาชนเติบโตช้าสวนทางกับค่าครองชีพที่ยังสูง ซึ่งมาตรการภาครัฐช่วยพยุงได้เพียงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาทิ กลุ่มของใช้ทั่วไป กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าขนาดใหญ่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ ยังคงชะลอตัวจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว
ด้านการลงทุนภาคเอกชน แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่ม จึงยังไม่เกิดการทวีคูญทางเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ภาคการก่อสร้างยังคงซบเซา
“การลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ ‘Import Content’ สูง หรือการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนมาผลิต ทำให้เม็ดเงินไม่ได้หมุนเวียนในประเทศมากนัก แม้การส่งออกเริ่มเป็นบวกจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์ และคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI โลก” ดร.อมรเทพ กล่าว
ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงิน มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปี เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แรงกดดันจากอุปสงค์ จึงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ส่วนทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าราวๆ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา คาดเป็นผลกระทบระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง โดยสำนักวิจัยฯมองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าและทรงตัวอยู่ที่ระดับ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากกระแสเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย
ดร.อมรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า CIMB ประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่ “โตต่ำ” เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน รวมถึงมองว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี และมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% อีกทั้งยังกังวลคนไทยจะ “ชินชา” กับการโตเพียง 2% จนละเลยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข
ฟันธง 5 ประเด็น ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย Q3/69
1. ราคาน้ำมันเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว
หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 2 ก่อนปรับตัวย่อลงมาช่วงปลายมิ.ย.-ต้น ก.ค. ลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มองต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้
2. เฟดคงดอกเบี้ยทั้งปี ที่ 3.75% ธปท.ตรึงดอกเบี้ย 1% สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้าขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์
3. สงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง
แม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง
4. ค่าบาทแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% ปัจจัยสำคัญ มาจากการลงทุนภาคเอกชน ไม่ได้มาจากการบริโภคอีกต่อไป และจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตได้ดีกว่า GDP พร้อมประเมินว่าค่าบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าที่ประมาณ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทรงตัว
5. รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น
รัฐบาลจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนึ้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ อีกทั้ง หวัง ว่ารัฐบาลจะ เน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน
ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คาดว่า GDP ขยายตัว 1.8% YoY แม้เป็นบวก แต่หดตัว 0.5% QoQ,SA (เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาล) จากสงครามอิหร่าน กดดันราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรลทำให้เกิดการนำเข้าค่อนข้างมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดช่วงที่ผ่านมา การบริโภคชะลอจากราคาน้ำมันค่อนข้างสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แม้จะมีมาตรการภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายไตรมาส 2 แต่ไม่เพียงพอ
“เราไม่ต้องการเห็นหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันไทยยังจัดการได้ดี แต่ต้องระวังการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เกิดรายได้ระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/44736&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N2DV0J6o6Xtqh1s3U2jKB

