แม้รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้นโยบาย “Thailand 10 Plus” เพื่อหวังพลิกฟื้น กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ลดภาระหนี้ครัวเรือน และเพิ่มรายได้ ให้ประชาชนคนไทย
แต่อย่างไรก็ตาม รายงานจาก IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ )และ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ชี้ชัดว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่ไกลกว่าการกระตุ้นการบริโภคทั่วไป
เนื่องจากกำลังเผชิญกับสภาวะการเสื่อมถอยเชิงโครงสร้าง (Structural Fatigue) และการติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) อย่างเข้มข้น ท่ามกลางมรสุมของหนี้ครัวเรือนและวิกฤติประชากรศาสตร์ที่ถาโถมเข้ามาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ Thairath Money ตรวจสอบข้อมูลรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในปี 2025 ผ่าน IMF Data Mappe โดยพบว่า สิงคโปร์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำทางเศรษฐกิจที่ทิ้งห่างจากค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและค่าเฉลี่ยของโลกอย่างไม่เห็นฝุ่น
โดยตัวเลขรายได้ต่อหัวของสิงคโปร์/ปี อยู่ที่ระดับ 99,370 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,205,484 บาท) ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมั่งคั่ง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและบริการทางการเงินระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ความมั่งคั่งของสิงคโปร์ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 14,710 ดอลลาร์สหรัฐ พบว่าสิงคโปร์มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานโลกถึง 6.75 เท่า และหากนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำสุดในภูมิภาคอย่างติมอร์-เลสเต (1,460 ดอลลาร์สหรัฐ) จะพบช่องว่างที่ห่างกันถึง 68.06 เท่า
ตัวเลขนี้เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญว่าอาเซียนไม่ใช่ตลาดเดียวที่มีความเป็นเอกภาพทางเศรษฐกิจ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่มีความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง
ในการเปรียบเทียบกลุ่มชาติอาเซียนด้วยกัน ยังพบว่ามีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่มีระดับรายได้สูงกว่าหรือใกล้เคียงกับมาตรฐานโลก ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย
ขณะที่ประเทศไทยและประเทศที่เหลือมีรายได้ต่อหัวไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยสากล ซึ่งสถานการณ์นี้บ่งบอกถึงความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกและการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมด้านนโยบายและนวัตกรรม
กับดักรายได้ปานกลาง ที่ไทยยังไม่สามารถ “หลุดพ้น” ได้
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าในขณะที่สิงคโปร์ทะยานไปข้างหน้า ประเทศไทยกลับติดอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) อย่างมีนัยสำคัญ รายได้ต่อหัวของคนไทยในปี 2025 อยู่ที่ 8,060 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 260,000 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 7,240 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2021
การเติบโตที่เชื่องช้านี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ “ต่ำกว่าคาด” หลังจากวิกฤติโรคระบาด และบ่งชี้ว่าโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่เน้นการรับจ้างผลิตและการท่องเที่ยวเริ่มถึงจุดอิ่มตัว
ความแตกต่างระหว่างรายได้ต่อหัวของไทยและค่าเฉลี่ยโลกชี้ให้เห็นว่า คนไทยมีรายได้ต่อปีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมาตรฐานสากล (ประมาณ 55%) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจซื้อและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
นอกจากนี้ IMF ยังประเมินว่าอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (Real GDP Growth) ของไทยในปี 2026 จะอยู่ที่เพียง 1.5% เท่านั้น (จาก 1.6%) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 และแสดงให้เห็นถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” (Structural Fatigue) ที่ชัดเจน
ปัจจัยเหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทยประกอบหลายมิติ เช่น…
- ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดต่อเสถียรภาพทางการเงิน ข้อมูลระบุว่าหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 86.72% ของ GDP ในช่วงปี 2023-2025 และหากรวมหนี้ของบริษัทที่มิใช่สถาบันการเงินซึ่งสูงถึง 91.3% จะเห็นภาพของสังคมที่กำลังถูกกดทับด้วยภาระดอกเบี้ย
- สภาวะสภาพคล่องตึงตัว โดยรายงานจากธนาคารกรุงศรีระบุว่า ครอบครัวไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน (ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร) มีเงินออมและทรัพย์สินที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพ
- ข้อจำกัดของภาคธุรกิจ พบหนี้เสีย (NPL) ในภาค SME เริ่มส่งสัญญาณเตือนภัย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่องและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ได้ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
- การเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในโลก
- การลดลงของกำลังแรงงาน และขีดความสามารถในการผลิต (Productivity)
- ภาระสวัสดิการของรัฐ ที่มาจากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักต่อระบบงบประมาณของรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่ฐานภาษีจากการทำงานลดน้อยลง
- ความไม่พร้อมด้าน AI และเทคโนโลยี ทำให้เกิด ช่องว่างทักษะแรงงาน
ท้ายที่สุด ข้อมูลรายได้ต่อหัวในปี 2025 ไม่ใช่เพียงการจัดอันดับความรวย – ความจน ของคนแต่ละชาติ แต่ยังสะท้อนถึง “บาดแผล” และเป็นสัญญาณให้กับชาตินั้นๆ ได้เร่งแก้ปัญหา พัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางรายได้ให้กับประชาชน และเหวี่ยงกลับมาในรูปแบบ “กำลังซื้อ” ซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้านั่นเอง
ที่มา : IMF
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2928609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21q6b67g_mymeS2Ndi3FVR

