• Sun. Oct 4th, 2026

ศก.ไทยบนทางแยกแรงส่งและแรงกระแทก! ‘น้ำท่วม’ สมการใหม่จากภัยพิบัติสู่บททดสอบความแข็งแรงของการฟื้นตัว

ศก.ไทยบนทางแยกแรงส่งและแรงกระแทก!-‘น้ำท่วม’-สมการใหม่จากภัยพิบัติสู่บททดสอบความแข็งแรงของการฟื้นตัวศก.ไทยบนทางแยกแรงส่งและแรงกระแทก! ‘น้ำท่วม’ สมการใหม่จากภัยพิบัติสู่บททดสอบความแข็งแรงของการฟื้นตัว

เศรษฐกิจไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่แรงส่งการฟื้นตัวยังไม่แข็งแรง ขณะที่ปัจจัยกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศยังเข้ามาและสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ แม้ภาคส่งออกและการลงทุนบางกลุ่มยังมีแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและวัฏจักรการลงทุนใหม่ แต่กำลังซื้อในประเทศยังมีข้อจำกัด ขณะที่ภาคธุรกิจจำนวนหนึ่งยังเผชิญต้นทุนและข้อจำกัดด้านเงินทุน ทำให้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความเปราะบางอยู่ในหลายมิติ

แรงกดดันจากต่างประเทศยังเป็นอีกตัวแปรที่ยากต่อการประเมิน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของตลาดการเงิน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศอย่างภาระหนี้ กำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบางกลุ่ม ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยในระยะนี้ต้องพึ่งพาแรงส่งจากเครื่องยนต์ที่ยังเดินได้ มากกว่าการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกภาคส่วน

ท่ามกลางภาพดังกล่าว ความหวังสำคัญยังอยู่ที่การลงทุนรอบใหม่ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเข้ามาช่วยเติมแรงส่งให้กับเศรษฐกิจในช่วงที่เครื่องยนต์ภายในประเทศยังมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการส่งผ่านไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะที่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอียังคงมีความเปราะบางและมีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกที่แตกต่างกัน

เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่แรงส่งยังไม่เต็มกำลัง ความเสี่ยงใหม่ที่เข้ามากระทบจึงมีนัยสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะทุกการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจย่อมหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งต่อภาคธุรกิจ แรงงาน การเดินทาง การค้า และการใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคส่วนต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการประคองตัวจากแรงกดดอกเบี้ยและต้นทุนที่สะสมมา

สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้ ‘น้ำ’ กลายเป็นอีกตัวแปรที่ต้องจับตา เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าภาคกลางและกรุงเทพฯ มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ และมีรายงานน้ำท่วมต่อเนื่องในหลายจังหวัด อาทิ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี และสระบุรี

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าน้ำจะลดลงเมื่อใด แต่คือ ผลกระทบจะลุกลามจากพื้นที่ประสบภัยไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพราะกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบเป็นศูนย์กลางสำคัญของการค้า บริการ การเดินทาง และกิจกรรมทางธุรกิจ ดังนั้นในจังหวะที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างการประคองแรงส่ง ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเศรษฐกิจมหภาคหรือความผันผวนจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกสมการเศรษฐกิจ’ ซึ่งสามารถเข้ามากระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยตรงในเวลาอันสั้น โดยหนึ่งในนั้นคือ ภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่ไม่ได้กระทบเพียงบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม แต่สามารถลุกลามไปถึงการเดินทาง การค้า การผลิต การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานได้

โจทย์ของน้ำท่วมในครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงระดับน้ำหรือจำนวนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม แต่ต้องมองต่อไปว่า น้ำจะหยุดเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน เพราะยิ่งพื้นที่ได้รับผลกระทบเชื่อมโยงกับศูนย์กลางเศรษฐกิจมากเท่าไร ต้นทุนที่เกิดขึ้นก็ยิ่งขยายวงกว้าง จากความเสียหายในระดับพื้นที่อาจกลายเป็นการสะดุดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับประเทศได้ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางการบริโภค การค้า การคมนาคม และฐานการผลิตสำคัญของประเทศ

สถานการณ์จึงกลายเป็นอีกบททดสอบของเศรษฐกิจไทยว่า ภายใต้แรงกดดันที่มีอยู่เดิม เศรษฐกิจจะสามารถรับมือกับแรงกระแทกใหม่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากน้ำท่วมจำกัดอยู่ในวงและคลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบอาจเป็นเพียงการชะงักชั่วคราว แต่หากขยายวงหรือยืดเยื้อจนกระทบโครงสร้างพื้นฐาน โรงงาน ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนจาก ‘ภัยพิบัติ’ เป็น ‘แรงกระแทกทางเศรษฐกิจ’ ที่เข้ามาซ้ำเติมเครื่องยนต์เศรษฐกิจซึ่งกำลังเดินด้วยแรงส่งอย่างจำกัดอยู่แล้ว

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25-29 ก.ย.2569 รวม 5 วัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐาน อยู่ที่ราว 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของจีดีพี โดยมีกรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896-20,635 ล้านบาท (0.03-0.11% ของจีดีพี) ขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักภายหลัง

ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และสินค้าคงคลัง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะประเมินได้ชัดเจนภายหลังน้ำลด โดยศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดจะมีการทบทวนผลการประเมินอีกครั้ง ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุ

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น มีการประเมินว่าความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็นราว 57% ของความเสียหายทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 0.11% ของจีดีพีของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมเศรษฐกิจหลักเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน  รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง เป็นช่องทางที่มีน้ำหนักมากที่สุด น้ำท่วมทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบริการน้ำมันลดลง การเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก และวันหยุดพิเศษ 2 วันใน 4 จังหวัด ทำให้วันทำงานหายไปในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ในภาคตะวันออก น้ำท่วมขังในเมืองพัทยา และพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรี ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง และรายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง ความเสียหายในช่องทางนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยคืนได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวัน และผู้ประกอบการรายย่อย

ธนวรรธน์ ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายในกรณีฐาน เทียบเท่าราว 0.06% ของจีดีพีทั้งปี 2569 หรือราว 0.26% ของจีดีพีไตรมาส 3/2569 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว ทำให้มองว่าผลกระทบดังกล่าวอาจจะ ยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันด้านต่ำต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี

คำถามดังกล่าวเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อพิจารณาจากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะแม้น้ำท่วมครั้งนี้จะยังไม่ถึงขั้นกระทบฐานการผลิตในวงกว้าง แต่การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้นทันที ทั้งต่อภาคธุรกิจ แรงงาน และการใช้จ่ายของประชาชน ขณะที่ความเสียหายจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สถานการณ์ยืดเยื้อ และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยในมุมนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหลายจังหวัด จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสุทธิ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของจีดีพี แม้ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ในกรุงเทพมหานครจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ก็ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่ผลกระทบยังคงยืดเยื้อและน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์กว่าจะคลี่คลาย ในกรณีที่ไม่มีเหตุมาซ้ำเติม

โดยผลกระทบส่วนใหญ่ในระยะแรกเป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายต่อฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง และขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์ หากน้ำท่วมยืดเยื้อ หรือขยายวงกว้างไปกระทบโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า ผลกระทบไม่ได้สิ้นสุดทันทีเมื่อน้ำลด เนื่องจากครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องทยอยรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยผลกระทบจะแตกต่างกันตามฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือของแต่ละครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง เงินออมจำกัด หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะมีความสามารถในการรองรับความเสียหายต่ำกว่ากลุ่มอื่น

ส่วนในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จะกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งต่อวิถีชีวิต การดำเนินธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และภาระทางการคลัง ดังนั้น การเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว (Resilience) จึงจำเป็นต้องดำเนินการในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน การเตือนภัยและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ไปจนถึงกลไกประกันภัยและเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ภาระจากภัยพิบัติตกอยู่กับครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

ขณะที่ อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ค้าส่ง ค้าปลีก ร้านอาหาร ขนส่ง ผู้บริโภค และผู้ส่งออก จากผลกระทบน้ำท่วมช่วงวันที่ 24-30 ก.ย.2569 รวม 7 วัน โดยใช้รายงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 30 ก.ย.2569 เวลา 06.00 น. พบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมเสียหาย 69,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.36% ของจีดีพี

โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด ที่มูลค่าความเสียหาย 25,000 ล้านบาท ตามมาด้วยผู้แปรรูปสินค้าเกษตร มูลค่าความเสียหาย 18,000 ล้านบาท และผู้ส่งออก มูลค่าความเสียหาย 5,4000 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม 13,000 ล้านบาท จากสินค้าที่ขาดแคลนและมีราคาที่สูงขึ้น

ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้หยุดอยู่เพียงพื้นที่ที่ประสบภัยหรือกิจกรรมที่ต้องหยุดชะงักในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถส่งต่อเป็นทอดๆ ไปตามห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อการผลิตสะดุด การขนส่งติดขัด หรือสินค้าเข้าสู่ตลาดไม่ต่อเนื่อง ผลกระทบย่อมขยายไปถึงต้นทุนของผู้ประกอบการ รายได้ของแรงงาน ตลอดจนภาระของผู้บริโภค สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำให้ ‘แรงกระแทก’ จากภัยธรรมชาติสามารถขยายวงได้มากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ จุดเริ่มต้น

ท้ายที่สุดแล้ว น้ำท่วม ครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นแรงกระแทกที่รุนแรงพอจะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในช่วงที่แรงส่งการฟื้นตัวยังมีข้อจำกัด เพราะทุกวันที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การค้า การผลิต หรือการขนส่ง ล้วนมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และบางส่วนไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย

โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงการเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด แต่คือการเพิ่ม ‘ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ’ ให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกที่เกิดได้ดีขึ้น ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการน้ำ การเตือนภัย ตลอดจนการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและเครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับความเสียหาย เพราะในวันที่เศรษฐกิจต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากภายนอกและข้อจำกัดภายในประเทศ ภัยธรรมชาติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น อาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ‘หนึ่งในต้นทุนเชิงโครงสร้าง’ ที่เศรษฐกิจไทยต้องเตรียมรับมือ

ดังนั้น บททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทยจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าน้ำจะลดเมื่อไหร่ แต่คือ เศรษฐกิจจะกลับมาเดินต่อได้เร็วแค่ไหน และพร้อมแค่ไหนหากแรงกระแทกครั้งต่อไปมาถึง เพราะความสามารถในการฟื้นตัวอาจกลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญของการรักษาแรงส่งเศรษฐกิจในระยะต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1081707/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3du931Xv8tNkt9ZsvcLMmm