• Wed. May 6th, 2026

‘วิรไท’ แนะโรดแมป 4 กลยุทธ์ดัน ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกซึม

‘วิรไท’-แนะโรดแมป-4-กลยุทธ์ดัน-‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’-ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจโลกซึม‘วิรไท’ แนะโรดแมป 4 กลยุทธ์ดัน ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกซึม

เรื่องราวความสำเร็จด้าน “ความยั่งยืน” ที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจากสภาวะที่ยากลำบาก บนเวทีงานประชุมใหญ่ “Global Sustainable Tourism Conference 2026” (GSTC 2026) ใน จ.ภูเก็ต เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องยกระดับความมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืน แม้จะเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง

ดร.วิรไท กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เราจะสร้างความยั่งยืนที่ยั่งยืนได้อย่างไร ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย?” บนเวทีงาน GSTC 2026 ว่า โลกในปัจจุบันมีความผันผวน ไม่แน่นอน และเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล (Digital Transformation) กำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการจ้างงานและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล รวมถึงโครงสร้างประชากรสูงวัยกำลังกดดันผลิตภาพและการคลังสาธารณะ

“ประเด็นที่ทับซ้อนบนความไม่แน่นอนเหล่านี้คือ เรากำลังเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ทั่วโลก”

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บางองค์กรเริ่มถอยหลัง เช่น การล่มสลายของพันธมิตรธนาคารเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Banking Alliance) ในเดือน ต.ค. 2568 และบริษัทพลังงานรายใหญ่บางแห่งลดระดับเป้าหมาย Net Zero ของตนลง

“คำถามที่อยู่ตรงหน้าเราจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนว่าบริษัทที่มุ่งมั่นต่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง จะรักษาหรือเร่งแรงขับเคลื่อนของพวกเขาได้อย่างไรเมื่อต้องเผชิญลมต้านที่รุนแรง เราจะโน้มน้าวผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างไรว่าต้องผลักดันสร้างความยั่งยืนต่อ”

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่าวิกฤติมักนำมาซึ่งโอกาส หลังจากโลกเผชิญความท้าทายทั้งวิกฤติการเงินโลกปี 2008-2009 การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่ในช่วงเวลาเหล่านั้นก็ได้เห็นบริษัททั้งขนาดใหญ่และเล็กเดินหน้าวาระความยั่งยืน เช่น “Unilever” เมื่อปี 2010 หลังวิกฤติการเงินโลก ได้เปิดตัว “แผนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Living Plan) ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงครึ่งหนึ่งพร้อมกับการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ

ขณะที่ “Patagonia” ในปี 2022 ผู้ก่อตั้งได้ตัดสินใจทางธุรกิจอันน่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยโอนกรรมสิทธิ์ของบริษัททั้งหมดให้แก่ทรัสต์และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อให้แน่ใจว่ากำไรในอนาคตทั้งหมดจะนำไปใช้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ที่ได้คือความจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง พนักงานที่ทุ่มเทอย่างลึกซึ้ง และเครื่องพิสูจน์ถึงจุดมุ่งหมายอันทรงพลัง

นอกจากนี้ ผลการศึกษาในปี 2025 ยังพบว่าบริษัทในสหรัฐ ถึง 87% ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง แม้จะลดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ลง แต่กลับฝังความยั่งยืนลงในกระบวนการทำงานอย่างจริงจังและลึกซึ้งมากขึ้น

ดร.วิรไท กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโอกาสใน “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” พบว่าความต้องการ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ไม่เคยแข็งแกร่งเท่านี้มาก่อน งานวิจัยยืนยันถึงเทรนด์การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism), การพักผ่อนเพื่อสุขภาพ (Wellness Quietcation) และการเดินทางแบบคาร์บอนเป็นลบ (Carbon-negative Travel) ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวในหลายตลาดกำลังให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อชุมชนและการเชื่อมต่อกับท้องถิ่นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม “ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำ” (Say-Do Gap) ยังคงเป็นความท้าทาย นักท่องเที่ยวหลายคนที่บอกว่าต้องการเดินทางอย่างยั่งยืน แต่กลับลังเลเมื่อเห็นราคาที่ต้องจ่าย แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ และเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะต้องร่วมมือกัน

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “ความยั่งยืนที่ยั่งยืน” (Sustainable Sustainability) ทาง ดร.วิรไท ได้เสนอแนะ “4 แนวทางหลัก” ดังนี้

1.การขยายผล (Scale) ต้องก้าวข้ามการทำเพียงโรงแรมหรือกิจกรรมเดี่ยวๆ ไปสู่การสร้าง “จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืน” (Sustainable Destinations) เพื่อลดต้นทุนและสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเต็มใจจ่าย เช่น โครงการ Green Fins ในเกาะเต่า, โมเดลการท่องเที่ยวโดยชุมชนในแม่กำปอง, ศูนย์อนุรักษ์ช้างในภาคเหนือ และการรวมกลุ่มของโรงแรมบนหาดกะตะและหาดกะรน

2.ธรรมาภิบาล (Governance) เมื่อพูดถึงคำว่า “ESG” มักจะโฟกัสที่ E (สิ่งแวดล้อม) และ S (สังคม) จนมองข้าม G (ธรรมาภิบาล) แต่การสร้างผลกระทบในวงกว้าง ตัว G ต้องมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำกับดูแลที่โปร่งใสและยั่งยืน หากปราศจากธรรมาภิบาล แม้เจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนที่ดีที่สุด ก็อาจแตกสลายภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันและความล้มเหลวในการประสานงาน

3.การบูรณาการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Integration) ความยั่งยืนต้องไม่อยู่แค่ในรายงาน แต่ต้องเป็นเนื้อเดียวกับกลยุทธ์หลักของธุรกิจ โดยเปลี่ยนจากเป้าหมายทางศีลธรรมมาเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความภักดีต่อแบรนด์ ยกระดับการบริหารความเสี่ยง และเดินหน้าธุรกิจให้พร้อมรับอนาคตด้วยเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัล

และ 4.หัวใจและความตระหนักรู้ (Heart) การมีความรู้และกลยุทธ์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัย “หัวใจ” และ “ความมีสติ” (Mindfulness) ให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตระหนักถึงผลกระทบจากการเลือกและการดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1232016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S8KXx71GEB571GbVzLOgj