• Sun. May 10th, 2026

วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

วิกฤตเงียบญี่ปุ่น!-นักท่องเที่ยวทะลักจาก-8-สู่-42-ล้านคน-แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทันวิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

ปัญหาคอขวดในเกียวโตและหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น กำลังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เมื่อประเทศต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการออกแบบ นโยบายการพัฒนาเมืองและระบบภาษี เพื่อรับมือกับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

‘โอเวอร์ทัวริซึม’ ที่ยังแก้ไม่ตก

การถกเถียงเรื่อง “โอเวอร์ทัวริซึม” หรือภาวะท่องเที่ยวล้นเกินในญี่ปุ่นเวลานี้ ยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นมารยาทนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ และบางกรณีจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

หากเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อความสำเร็จเกิดจากนโยบาย การแก้ปัญหาก็จำเป็นต้องอาศัย ‘การบริหารนโยบาย’ เช่นกัน

โดยเมื่อเร็วๆนี้ แผนด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากราว 8.61 ล้านคนในปี 2010 เพิ่มขึ้นเป็น 42.68 ล้านคนในปี 2025

ขณะที่รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งจาก 1.1 ล้านล้านเยน หรือราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9.5 ล้านล้านเยน

รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้กลายเป็น อุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์

พร้อมคงเป้าหมายปี 2030 ไว้ที่นักท่องเที่ยว 60 ล้านคน และตั้งเป้าเม็ดเงินใช้จ่าย 15 ล้านล้านเยน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ปัญหาความแออัด พฤติกรรมรบกวน และความไม่พอใจของประชาชน กำลังคุกคามแรงสนับสนุนจากสาธารณชน ต่อการเติบโตของภาคท่องเที่ยวในระยะยาว

แม้การวิเคราะห์ปัญหาจะถือว่า “ตรงจุด” แต่ข้อเสนอเชิงนโยบายกลับยังอ่อนแรงเกินไป

หนึ่งในเป้าหมายใหม่ที่พยายามแก้ไขของรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความเห็นชอบแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐาน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่มี มาตรการรองรับภาวะท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2030

เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเพิ่มจาก 47 แห่ง ในปี 2025

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์วัดผลยังเป็นเพียงเชิงกระบวนการ กล่าวคือ พื้นที่จะถูกนับรวมก็ต่อเมื่อมีเวทีรับฟังประชาชนและมีแผนรับมือปัญหาความแออัดหรือมารยาทนักท่องเที่ยว

แม้แนวทางดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนขึ้นรถโดยสาร ไม่ช่วยสถานีรถไฟระบาย ไม่ลดต้นทุนทัศนศึกษาของนักเรียนที่เดินทางมาเกียวโต ได้ง่ายขึ้น และ รายได้จากการท่องเที่ยวถูกนำกลับมาใช้แก้ปัญหาที่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นจริง

ทว่าแผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นซ้ำ โดยเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่า และมีแนวโน้มเดินทางออกนอกเมืองท่องเที่ยวหลักมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจริงบางส่วน แต่การคัดเลือก ‘กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย’ ไม่ใช่กลไกแก้ปัญหาความแออัดเสียทีเดียว

นักท่องเที่ยวที่เคยมาญี่ปุ่นหลายครั้งอาจรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศมากขึ้น แต่ความคุ้นเคยไม่ได้หมายถึง ‘การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น’ ไม่ได้ทำให้ตารางรถโดยสารในภูมิภาคอ่านง่ายขึ้น หรือทำให้ระบบขนส่งช่วงสุดท้ายมีประสิทธิภาพขึ้น

แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเอง ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโตเกียว เกียวโต และจุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่นเดิม

สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่คือ ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ที่ชัดเจนกว่านี้

กรณีของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ถือเป็นอีกตัวอย่างสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ที่มีทะเบียนบ้านในเมืองฮิเมจิจะเสียค่าเข้าชมเพียง 1,000 เยน ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องจ่าย 2,500 เยน นี่ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ แต่เป็นการแยกระหว่าง ‘ผู้อยู่อาศัย’ กับ ‘ผู้มาเยือน’

เพราะในความเป็นจริง คนท้องถิ่นได้ช่วยแบกรับต้นทุนของสถานที่ผ่านระบบภาษีท้องถิ่นอยู่แล้ว ขณะที่นักท่องเที่ยวสร้างต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งค่าบำรุงรักษา ค่าแรงพนักงาน บริการหลายภาษา และการจัดการฝูงชน

แนวคิดเดียวกันนี้ควรถูกขยายไปสู่นโยบายในวงกว้าง เพราะเมื่อผู้ใช้งานสร้างต้นทุนแตกต่างกัน นโยบายก็ไม่ควรปฏิบัติต่อทุกคนเสมือนเป็น ‘ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน’

ปัญหาเชิงระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี”

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี” ของญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปใช้ระบบคืนภาษีรูปแบบใหม่ โดยนักท่องเที่ยวต้องจ่ายราคาสินค้ารวมภาษีก่อน และจะได้รับเงินคืนหลังศุลกากรยืนยันว่าสินค้าถูกนำออกนอกประเทศจริง ซึ่งช่วยลดการทุจริตได้

แต่ทว่ายังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญกว่าเดิมว่า เหตุใดรัฐบาลยังต้องอุดหนุนการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว ในพื้นที่ที่กำลังเผชิญความแออัดอยู่แล้ว

แม้ในแผนพื้นฐานเองจะยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน คือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านกลับยังใช้มาตรการปลอดภาษีเป็นกลไกกระตุ้นการบริโภคต่อไป

ในความเป็นจริง มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยมากที่ตัดสินใจ บินมาญี่ปุ่นเพียงเพราะเครื่องสำอางราคาถูกลง 10% การอุดหนุนการช้อปปิ้งในวงกว้างจึงอาจเป็นนโยบายที่ ‘ผิดเป้า’ และยิ่งซ้ำเติมความแออัดในย่านค้าปลีกยอดนิยมอย่าง ชิบูย่า โดทงโบริ หรือใจกลางเกียวโต

แนะออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ เพิ่มแรงจูงใจซื้อสินค้าท้องถิ่น

ข้อเสนอที่เหมาะสมกว่า คือ การจำกัดและออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ โดยควรรักษาหรือเพิ่มแรงจูงใจให้กับสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น ผู้ผลิตในภูมิภาค หรือสินค้าที่ซื้อนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า-ภูเขาฟูจิ รวมถึงสินค้าที่จัดส่งตรงไปต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ได้จริง มากกว่าการสนับสนุนกระเป๋าเดินทางอีกใบที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางลดราคา

ภาคโรงแรมเองก็จำเป็นต้องมี ‘การแบ่งกลุ่มลูกค้า’ เช่นกัน ญี่ปุ่นต้องการอุตสาหกรรมที่พักที่สร้างกำไรได้มากขึ้น หลังจากราคาห้องพักในหลายพื้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมานาน

แต่หากโรงแรมทุกแห่งต่างแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง การเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศและทัศนศึกษาของนักเรียนก็จะกลายเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

โรงแรมธุรกิจอาจไม่หรูหรา แต่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งสำหรับพนักงานขาย วิศวกร ข้าราชการ พนักงานบริษัทขนาดเล็ก และนักเรียน ที่จำเป็นต้องเดินทางทั่วประเทศโดยไม่ให้ทุกทริปกลายเป็น ‘ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย’

ข้อมูลจากโตเกียวโชโกะ ระบุว่า ราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมธุรกิจและโรงแรมในเมืองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 12.6% ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มาอยู่ที่ 16,679 เยนต่อคืน

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ MBS รายงานว่า จำนวนนักเรียนที่เดินทางทัศนศึกษามายังเกียวโตลดลงจาก 810,000 คนในปี 2023 เหลือ 750,000 คนในปี 2024 เนื่องจากค่าที่พักและค่ารถโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น

การปรับขึ้นภาษีที่พักของเมืองเกียวโตจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เมืองเกียวโตได้เพิ่มเพดานภาษีที่พักสูงสุดเป็น 10,000 เยนต่อคนต่อคืน สำหรับห้องพักราคาตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป

ขณะที่ห้องพักระดับล่างยังเสียภาษีในอัตราต่ำ และยังยกเว้นภาษีให้กับการทัศนศึกษาของโรงเรียนและผู้ดูแลที่เข้าเกณฑ์

ญี่ปุ่นควรต่อยอดแนวคิดนี้ โดยสนับสนุนโรงแรมธุรกิจราคาประหยัด ที่รักษาสัดส่วนห้องพักในระดับราคาที่กำหนด ให้สามารถออกใบกำกับภาษีที่นำไปใช้ขอ เครดิตภาษีการบริโภคคืนได้สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนส่วนลดสำหรับทัศนศึกษาหรือการเดินทางกลุ่มที่จำเป็นผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์

เป้าหมายไม่ใช่การควบคุมราคาห้องพักทั้งหมด แต่เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการ ‘ชาวญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไป จะไม่ถูกผลักออกจากตลาดเพราะแรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ควรมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ และเร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวทิ้งกระเป๋าเดินทาง

อีกหนึ่งปัญหาที่ญี่ปุ่นมี “คำตอบอยู่แล้ว” แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้เป็นมาตรฐาน คือเรื่องสัมภาระของนักท่องเที่ยว

แม้เครือข่ายขนส่งสัมภาระของญี่ปุ่นจะได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่การประชาสัมพันธ์บริการดังกล่าวกลับช้าเกินไป หลังนักท่องเที่ยวเดินทางถึงสถานีแล้ว

แผนพื้นฐานฉบับใหม่ยอมรับตรงกันว่า กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ของนักท่องเที่ยวกำลังสร้างความแออัดและมลภาวะทางเสียงบนรถไฟและรถโดยสาร แม้รัฐบาลเสนอแนวคิด ‘ท่องเที่ยวแบบไม่ถือกระเป๋า’ แต่การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

ญี่ปุ่นควรนำรายได้จากภาษีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศมาอุดหนุนบริการส่งสัมภาระจากสนามบินไปยังโรงแรมสำหรับการใช้งานครั้งแรก พร้อมผลักดันให้สายการบิน เว็บไซต์ Visit Japan ป้ายสนามบิน อีเมลยืนยันการจอง และแอปพลิเคชันท่องเที่ยวต่าง ๆ นำเสนอบริการดังกล่าวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง โดยสื่อสารอย่างเรียบง่ายว่า ไปถึงโรงแรมได้โดยไม่ต้องลากกระเป๋า และไม่มีค่าใช้จ่าย

ท้ายที่สุด ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ อย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และจุดเชื่อมต่อสนามบิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แรงกดดันจากการท่องเที่ยวปรากฏขึ้นก่อนจะลุกลามไปยังวัด โรงแรม หรือย่านช้อปปิ้ง และสถานีเกียวโตควรถูกใช้เป็นหนึ่ง ในพื้นที่ทดสอบนโยบายประเทศ

ภาพ: Shutterstock yoshi0511

อ้างอิง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-tourism-crisis-infrastructure-strain/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cqU21j3JbEkSiil5X6DSq