เนื้อหาสาระข่าว/บทวิเคราะห์: ภายใต้สภาวะกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลสหรัฐฯ และสภาพเศรษฐกิจที่แร้งแค้นของประเทศคิวบาในขณะนี้ ซึ่งเผชิญทั้งคำขู่จากประธานาธิบดีทรัมป์ที่ได้กล่าวเป็นนัยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ อาจพิจารณาเข้าควบคุมคิวบา “อย่างเป็นมิตร” ให้หลังการออกมาตรการชุดใหญ่ในการกีดกันการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันจากประเทศพันธมิตรของคิวบา และการกดดันให้นานาประเทศยกเลิกโครงการความร่วมมือทางการแพทย์กับคิวบา เพื่อตัดแหล่งรายได้จากต่างประเทศที่สำคัญและการเข้าถึงเงินตราจากต่างประเทศ แรงกัดดันทั้งหมดทำให้รัฐบาลคิวบาจำต้องปรับมาตรการทางเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น โดยล่าสุดทางการคิวบาอนุญาตให้ธุรกิจภาคเอกชนสามารถร่วมดำเนินธุรกิจกับภาครัฐได้เป็นครั้งแรกในระยะเวลากว่า 70 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมมาเป็นเวลานาน
เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีคิวบา ประธานาธิบดี Miguel Diaz-Canel ได้กล่าวในที่ประชุมดังกล่าว ว่าขณะนี้ประเทศคิวบาจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยการยกระดับความร่วมมือระหว่างธุรกิจภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการส่งเสริมการทำธุรกิจกับชาวคิวบาโพ้นทะเล เป็นที่มาของการออกกฎระเบียบฉบับใหม่ในการอนุญาต และกำหนดกรอบการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในลักษณะกิจการร่วมค้าภายในประเทศ (Domestic Joint Venture) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกำหนดวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ในประเทศคิวบาครั้งใหญ่ นับตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองคิวบามาเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งกิจการภาคเอกชนถูกยึดครองให้เป็นของรัฐ (Nationalization)
จากกฎระเบียบการอนุญาตและกำหนดกรอบดังกล่าว ได้วางหลักการที่สำคัญที่สุดไว้ในเรื่องของการอนุญาตให้กิจการร่วมค้าธุรกิจภาครัฐและภาคเอกชนนั้น สามารถเป็นผู้ดำเนินการด้านการส่งออก และนำเข้าสินค้าได้โดยตรงด้วยตัวเอง สามารถเป็นผู้รับและโอนเงินตราจากต่างประเทศได้ ทั้งยังสามารถกำหนดอัตราค่าแรง ระบบการแจกจ่ายผลกำไร และสิทธิในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของตัวได้อีกด้วย สะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าในความพยายามของรัฐบาลคิวบาที่ต้องการให้สร้างความยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยให้สิทธิ์กับการดำเนินธุรกิจภาคเอกชนในมิติต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะดูเหมือนว่ารัฐบาลคิวบาได้ผ่อนคลายกฎระเบียบในด้านการดำเนินธุรกิจและระบบเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น แต่ด้วยรูปแบบการปกครองแบบสังคมนิยมที่ยังคงฝังรากลึกนั้น ทำให้ในกระบวนการส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดนั้นยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐอยู่เสมอ กล่าวคือ ในกระบวนการที่จะจัดตั้งกิจการร่วมค้า หรือความร่วมมือระหว่างธุรกิจภาคเอกชนและภาครัฐที่ว่านั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเศรษฐกิจและการวางแผน (Ministry of Economy and Planning) ของคิวบาก่อนจึงจะสามารถจัดตั้งได้ ทั้งยังได้กำหนดข้อยกเว้นสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐใด ๆ ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ 1) การศึกษา 2) การสาธารณสุข และ 3) ความมั่นคง/กลาโหม และหากมีการเปลี่ยนแปลงในทางธุรกิจใด ๆ ก็จะต้องขอรับการเห็นชอบใหม่ทุกครั้ง ตลอดจนการควบรวมกิจการ การเข้าถือสิทธิ์ หรือการจัดทำสัญญาในทางธุรกิจ ก็จะอยู่ภายใต้การตรวจสอบและควบคุมในระดับกระทรวงขึ้นไป
สำหรับการอนุญาตให้กิจการร่วมค้าธุรกิจภาคเอกชนและภาครัฐสามารถดำเนินการส่งออกและนำเข้าสินค้าได้ด้วยตัวเองนั้น ก็ยังคงมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสรุปได้โดยย่อว่าในการนำเข้าและส่งออกสินค้าก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพากลไกและหน่วยงานภาครัฐของคิวบาที่ยังคงผูกขาดการดำเนินการในระบบการค้ากับต่างประเทศอยู่ เช่นเดียวกันกับการรับและโอนเงินตราจากต่างประเทศซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ก็จะยังคงอยู่ภายใต้ระบบการแจกจ่ายเงินตราต่างประเทศส่วนกลาง (National Foreign Currency Allocation System) ของรัฐบาลคิวบาเช่นกัน
โดยสรุป คงจะเป็นการเหมาะสมมากกว่าที่จะกล่าวว่ารัฐบาลคิวบาอาจไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นไปทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนแรงกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ เพื่อประครองสถานการณ์ให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศพอที่จะเดินไปต่อได้ โดยการปรับตัวของรัฐบาลคิวบาในครั้งนี้ คือการส่งสัญญาณการยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจของคิวบานั้นไม่สามารถเดินต่อไปได้โดยภาครัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักอีกต่อไป ทำให้จำเป็นต้องเปิดทางให้มีการขับเคลื่อนร่วมกันจากธุรกิจภาคเอกชนด้วย แต่ในขณะเดียวกันอำนาจในระบบของภาครัฐจะยังคงเหนือกว่า
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความเคลื่อนไหวจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับการปรับตัวของรัฐบาลคิวบาในช่วงที่ผ่านมา ในมลรัฐฟลอริดาซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรผู้อพยพเชื้อสายคิวบา และประชากรรุ่นใหม่ที่สืบเชื้อสายมาจากคิวบาอาศัยอยู่มากที่สุดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เมืองไมอามี ได้ปรากฎความเคลื่อนไหวไปในทางที่สอดรับกับทิศทางนโยบายของปธน.ทรัมป์ และนายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในเชิงสนับสนุนการดำเนินนโยบายของทั้งสอง โดยเชื่อมั่นว่าจะทำในสิ่งที่เป็นความหวังของชาวคิวบาในสหรัฐฯ ซึ่งก็คือการโค้นล้มระบอบเผด็จการในปัจจุบัน และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในคิวบาไปสู่เสรี
โดยในขณะนี้ในระดับวุฒิสภามลรัฐของฟลอริดา กำลังมีการผลักดันการแก้ไขกฎหมายระดับวุฒิสภาของมลรัฐ (Florida Senate Bill) SB 1178 ว่าด้วยการจำกัดและบังคับใช้การแทรกแซงจากต่างประเทศ (Foreign Interference Restriction and Enforcement Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่วางระเบียบและข้อจำกัดในการดำเนินการกิจการต่าง ๆ ระหว่างมลรัฐฟลอริดากับประเทศ / องค์กร / บุคคล ที่อยู่ในรายชื่อบัญชีประเทศ / องค์กร / บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือต้องเฝ้าระวังของทางการสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงประเทศคิวบาด้วย โดยรายละเอียดที่จะมีการแก้ไขนั้น จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้มลรัฐฟลอริดามีความพร้อมที่จะดำเนินการด้านการค้าเสรีกับคิวบา โดยจะให้อำนาจผู้ว่าการมลรัฐฯ ในการออกคำสั่งผู้บริหารในการริเริ่มดำเนินการค้ากับคิวบาได้ทันที หากเมื่อรัฐบาลกลางของสหรัฐฯได้ปรับระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศคิวบา โดยการผลักดันการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับจากบรรดาสมาชิกสภามลรัฐฟลอริดาเป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถผ่านความเห็นชอบสภาของมลรัฐได้ไม่ยาก
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในข้างต้นจากรัฐบาลคิวบา ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่เปิดกว้างมากขึ้นให้กับบรรดาธุรกิจในประเทศที่สามารถทำการค้าจากต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จะความต่อเนื่องของแนวทางนโยบายของรัฐบาลคิวบา ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลคิวบาได้อนุมัติให้มีการดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสคต. ณ เมืองไมอามีได้เคยเผยแพร่รายงานข่าวไปในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จนกระทั่งล่าสุดที่ได้เริ่มเปิดทางให้ธุรกิจภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศได้ยืดหยุ่นมากขึ้น แม้ว่าจะยังคงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐ แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของประเทศที่มีระบอบการปกครองสังคมนิยม
ทั้งนี้ พื้นที่มลรัฐฟลอริดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไมอามี จะเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของประเทศคิวบา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความสัมพันธ์ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎว่านักการเมืองสหรัฐฯ ในปัจจุบันตั้งแต่ระดับท้องถิ่นในมลรัฐฟลอริดา จนถึงระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ต่างก็มีนักการเมืองที่มีเชื้อสายอเมริกัน-คิวบาอยู่ในตำแหน่งสำคัญที่หลากหลาย ตั้งแต่สมาชิกสภาคองเกรส จนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดมีส่วนในการกำหนดทิศทางนโยบายและท่าทีของสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลคิวบาในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการขยับตัวผลักดันการแก้กฎหมายของมลรัฐฟลอริดาล่าสุด
ในแง่ความสัมพันธ์ทางสังคม เขต Hialeah ซึ่งอยู่ในเมืองไมอามี คือพื้นที่ที่มีประชากรเชื้อสายคิวบาอยู่อาศัยมากที่สุดในสหรัฐฯ และในเมืองไมอามียังมีย่านที่เรียกว่า “Little Havana” ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญของผู้มีเชื้อสายคิวบาในเมืองไมอามี อีกทั้งในสถิติเชิงประชากรจะพบว่าผู้มีเชื้อสายคิวบา คือกลุ่มประชากรหลักในบรรดาผู้มีเชื้อสายลาตินอเมริกาทั้งหมดในเมืองไมอามี (ประมาณ 54%) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความสำคัญในทางเศรษฐกิจของเมืองไมอามี ที่จะสามารถเป็นสะพานเชื่อมไปยังประเทศคิวบาได้เป็นอย่างดี ทั้งด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน ฐานประชากร และความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่ในปัจจุบันผู้มีเชื้อสายคิวบาในสหรัฐฯ อาศัยภาคบริการหลายด้านจากเมืองไมอามี ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งพัสดุและสินค้า การส่งเงินระหว่างประเทศจากสหรัฐฯ ไปยังคิวบา
หากเมื่อถึงวันที่สหรัฐฯ ได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกลับสู่ปกติกับรัฐบาลคิวบา สคต. ณ เมืองไมอามีเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศจะสามารถต่อติดกันได้ไม่ยาก ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่มีอยู่ในเมืองไมอามีที่ได้กล่าวไปในข้างต้น โดยผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกสินค้าไทยที่สนใจตลาดประเทศคิวบาควรแสวงหาคู่ค้าในเมืองไมอามีที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศคิวบาได้ และอาจริเริ่มการติดต่อทางธุรกิจกันไว้ พร้อมกับการติดตามความคืบหน้าเชิงนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลคิวบาอย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ในการวางแผนด้านกลยุทธ์การส่งออก และการขยายตลาดต่อไป
แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:
1) “Cuba Regulates Partnerships of State and Private Sectors” โดย Eloy Viera Cañiva จาก Havana Times
2) “Cuba Allows Public-Private Ventures as US Pushes to Open Economy” โดย/จาก Bloomberg
3) “With Iran and Venezuela Leaders Down, Florida Prepares for End to Cuban Regime”
โดย Alexandra Glorioso และ Claire Heddles จาก Miami Heraldสคต. ไมอามี /วันที่ 5 มีนาคม 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ggw5b8w5h29k2ujvcmstek76&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01NRsYfkJkk6b7qwWGaY54

