• Fri. Jun 12th, 2026

ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซินระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

image.png

 จังหวัดหล่างเซิน (Lạng Sơn) ทางภาคเหนือของเวียดนาม       กำลังเร่งพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดนที่ทันสมัย           โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้า พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณด่านชายแดน และเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในกิจกรรมการนำเข้าและส่งออก เพื่อมุ่งสู่การจัดตั้ง              “ด่านชายแดนอัจฉริยะ” (Smart Border Gate)

ความพยายามดังกล่าวกำลังช่วยส่งเสริมบทบาทของจังหวัด     หล่างเซินในฐานะประตูการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับจีน พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม

จังหวัดหล่างเซินมีระบบด่านชายแดนที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ ด่านสากลหูหงิ (Hữu Nghị) ด่านรถไฟนานาชาติด่งดัง (Đồng Đăng) ด่านจีมา (Chi Ma) และด่านสากลเตินแทง (Tân Thanh)

ด้วยการใช้ประโยชน์จากศักยภาพดังกล่าวควบคู่กับการระดมแหล่งเงินทุนนอกภาครัฐ จังหวัดได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์บริเวณด่านชายแดนอย่างต่อเนื่อง อาทิ คลังสินค้า ลานจอดรถ และระบบบริการศุลกากร

ในช่วงปี 2564–2568 จังหวัดหล่างเซินได้จัดสรรงบลงทุนภาครัฐสำหรับพื้นที่ด่านชายแดนรวมกว่า 10 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 379.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าผ่านด่านชายแดนของจังหวัดมีมูลค่ารวมกว่า 44,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าและส่งออกที่ดำเนินพิธีการผ่าน       กรมศุลกากรภูมิภาคที่ 6 มีมูลค่ามากกว่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 83 นอกจากนี้ มีผู้ประกอบการมากกว่า 4,300 ราย เข้าร่วมกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกผ่านจังหวัดหล่างเซิน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่กว่า 1,700 ราย

ศูนย์โลจิสติกส์ Viettel Logistics Park Lang Son ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจชายแดนด่งดัง–หล่างเซิน บนพื้นที่กว่า 143 เฮกตาร์ (893.75 ไร่) ได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่แบบครบวงจร ครอบคลุมบริการคลังสินค้า พิธีการศุลกากร การขนถ่ายสินค้า การตรวจสอบและกักกันสินค้า รวมถึงบริการสนับสนุนอื่นๆ นิคมดังกล่าวได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ อาทิ ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่งอัจฉริยะ รวมถึงกล้องวงจรปิดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากกว่า 2,000 ตัว เพื่อบริหารจัดการและติดตามการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ประมาณร้อยละ 30–40 และช่วยลดระยะเวลาการดำเนินพิธีการศุลกากรได้อย่างมีนัยสำคัญ

นาย Dao Van Thuan รองผู้อำนวยการศูนย์โลจิสติกส์ Viettel Logistics Park Lang Son กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยช่วยลดระยะเวลาการผ่านพิธีการศุลกากร ลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้า ลดความแออัด และลดความเสี่ยงด้านการขนส่ง โดยชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการนำเข้า–ส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนได้ลงทุนพัฒนาลานตู้คอนเทนเนอร์ คลังสินค้าแช่เย็น คลังสินค้าทัณฑ์บน และศูนย์ตรวจสอบสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บและยกระดับคุณภาพบริการโลจิสติกส์

นาง Nguyen Thi My Huong รองกรรมการผู้จัดการบริษัท Huu Nghi Xuan Cuong JSC ระบุว่า บริษัทได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ และมีแผนขยายพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติมอีก 120 เฮกตาร์ (750 ไร่) เพื่อรองรับปริมาณการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้นผ่านด่านพรมแดนนานาชาติ หูหงิ (Huu Nghi) 

แม้ว่าการพัฒนาโลจิสติกส์ของจังหวัดหล่างเซินจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ ข้อจำกัดด้านเงินลงทุน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ยังไม่ทั่วถึง และข้อจำกัดด้านคุณภาพทรัพยากรมนุษย์      การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมนวัตกรรม และปรับปรุงระบบกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ด่านพรมแดนนานาชาติหูหงิสามารถรองรับรถบรรทุกนำเข้าประมาณ 700–800 คันต่อวัน และรถบรรทุกส่งออกประมาณ 200–300 คันต่อวัน โดยภาคเอกชนคาดหวังว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมและการขยายช่องทางการขนส่งสินค้าจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างเวียดนามและจีนในอนาคต

ตามมติการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดหล่างเซิน สมัยที่ 18 วาระปี 2568–2573 จังหวัดได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติ และเป็นศูนย์กลางด้านการค้า บริการ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดนที่สำคัญของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จังหวัดกำลังเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบริเวณด่านชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบด่านชายแดนดิจิทัล และโครงการนำร่องด่านชายแดนอัจฉริยะ     บนเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างด่านหูหงิ (เวียดนาม) และด่านโหย่วอี้กวนของจีน นอกจากนี้ โครงการคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วนหูหงิ (Huu Nghi) – จีลาง (Chi Lang) และทางหลวงหมายเลข 4B ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ        การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมของภูมิภาค

นาย Nguyen Quoc Toan รองหัวหน้าคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจด่านชายแดนด่งดัง–หล่างเซินระบุว่า จังหวัดจะเดินหน้าพัฒนาบริการด้านโลจิสติกส์ พิธีการศุลกากร การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การตรวจสอบสินค้า และการกักกันโรคให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและประหยัดเวลาสำหรับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาบริการใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ในขณะเดียวกัน จังหวัดหล่างเซินจะขยายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรระดับภูมิภาค เร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) และแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน เพื่อใช้ประโยชน์จากเงินทุน เทคโนโลยี ประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการในการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจ–สังคม ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และด่านชายแดนอัจฉริยะของจังหวัดหล่างเซินสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าวในฐานะประตูการค้าหลักระหว่างเวียดนามกับจีน และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลเวียดนามในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบคลังสินค้า ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ระบบศุลกากรดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและการผ่านพิธีการศุลกากรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลดต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการดำเนินพิธีการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามและดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาใช้เส้นทางการค้าผ่านจังหวัดหล่างเซิน  มากขึ้น จากตัวเลขมูลค่าการค้าชายแดนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าหล่างเซินกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภาคเหนือเวียดนาม และมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานระหว่างอาเซียนกับจีนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโครงการด่านชายแดนอัจฉริยะระหว่างด่านหูหงีของเวียดนามและด่านโหย่วอี้กวนของจีนสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ

การพัฒนาดังกล่าวถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย ในด้านโอกาส ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของเวียดนามเพื่อขยายการส่งออกสินค้าไปยังตลาดจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผลไม้สด อาหารแปรรูป อาหารทะเล และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธุรกิจไทยในสาขาโลจิสติกส์ คลังสินค้า ห้องเย็น เทคโนโลยีดิจิทัล และบริการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ยังมีโอกาสเข้าไปลงทุนหรือสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเวียดนามในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของหล่างเซินยังอาจเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ส่งออกเวียดนามในตลาดจีน   มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบการค้าดิจิทัลและมาตรฐานศุลกากรสมัยใหม่ที่เวียดนามและจีนกำลังผลักดันร่วมกัน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wc8lafhcufwmou5x22h60k51&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVHfud6BOUb_oSQh0tr5_