• Sat. Jun 20th, 2026

ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน-2569-จาก-‘โรงงานผลิตโลก’-สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา จีนถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลกยุคใหม่ จากประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความยากจน สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างชนชั้นกลางขนาดใหญ่ที่กลายเป็นกำลังซื้อสำคัญของโลก

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘Strong + Strength กับผลิตผลของจีน’ ระบุว่า แม้จีนจะมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน และมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทยหลายเท่า แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงจำนวนประชากร หากเป็น ‘ความสามารถในการปรับตัว’ และการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างเป็นระบบ

จากฐาน ‘โรงงานผลิตของโลก’ สู่ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก

จีนเริ่มต้นจากการเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และของเล่น ก่อนพัฒนาสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและทักษะขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น

ปัจจุบัน จีนกำลังเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีอวกาศ และเซมิคอนดักเตอร์ จนสามารถเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตาม’ กลายเป็น ‘ผู้นำ’ ด้านนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมระดับโลก

“จีนไม่ได้ต้องการเป็นเพียงประเทศที่มั่งคั่ง แต่ต้องการเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสมบูรณ์” คือเป้าหมายระยะยาวที่สะท้อนผ่านนโยบายของรัฐบาลจีนในทุกมิติ

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ประชาชน การยกระดับทักษะแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างดังกล่าว กำลังทำให้จีนเปลี่ยนสถานะจาก ‘โรงงานโลก’ สู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก’ อย่างแท้จริง

ภาพลักษณ์ใหม่ของจีน คือ สินค้าศักยภาพกับเศรษฐกิจที่ยังเติบโต

ภาพจำว่าสินค้าจีนคือ ‘สินค้าราคาถูก’ กำลังถูกแทนที่ด้วยแบรนด์จีนที่มีศักยภาพแข่งขันระดับสากล ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีดิจิทัล และแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก

ในด้านเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวเลขสองหลัก แต่ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ มูลค่าการเติบโตดังกล่าวยังเทียบเท่ากับการเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจใหม่หลายประเทศรวมกัน

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของชนชั้นกลางและความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูง ยังทำให้จีนเป็นตลาดสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกไม่อาจมองข้าม

ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

จีนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ BRI เสริมความแข็งแกร่ง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของจีน คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ จนเกิด ‘แนวคิดเศรษฐกิจหนึ่งชั่วโมง’ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเดินทางติดต่อค้าขายและเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างเมืองหลักและเมืองรองรอบข้างได้ภายในเวลาอันสั้น ช่วยให้การเดินทาง การค้า และการกระจายการลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ผ่านนโยบาย ‘หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง’ หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ที่เชื่อมโยงการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานในระดับโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวและสร้างพันธมิตรกับจีน

ดร.ไพจิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากจีน ไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน การรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง

เหนือสิ่งอื่นใด คือ ‘ความกล้าที่จะปรับตัว’ เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน จีนพร้อมเปลี่ยนตามเสมอ

ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการไทยในปัจจุบัน สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การหวาดกลัวต่อการเติบโตของจีน แต่คือการทำความเข้าใจจีนอย่างลึกซึ้ง เรียนรู้จากความสำเร็จ และมองจีนในฐานะตลาดขนาดใหญ่ แหล่งเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ

การบรรยายพิเศษครั้งนี้ จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

ยุทธศาสตร์ความแข็งแกร่งจีน 2569 จาก ‘โรงงานผลิตโลก’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

3 คำถามที่ไทยควรรู้จากการเปลี่ยนผ่านของจีน และโอกาสของธุรกิจ

1. อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี?

แม้จีนจะมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนประชากร หากเป็นการมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน การลงทุนด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ

2. ปัจจุบันจีนยังเป็น ‘โรงงานโลก’ อยู่หรือไม่?

จีนยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก’ โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรมระดับโลก

3. ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวอย่างไรเมื่อจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว?

ผู้ประกอบการไทยควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองจีนเป็นเพียงคู่แข่ง ไปสู่การมองจีนเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ แหล่งเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมศึกษาทิศทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือในระยะยาว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WIiCtPHjEIQz1ZTqRdoUI