• Wed. May 13th, 2026

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

เมื่อเครื่องยนต์หลักอย่าง SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยสำคัญของประเทศเริ่มมีอาการไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่งผลกระทบเป็นไปยังกำลังซื้อของประชาชนและค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้นจนน่ากังวล รัฐบาลจึงตัดสินใจเดินหน้าสำคัญผ่านการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเปรียบเสมือนการเดิมพันครั้งใหญ่บนกองหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน การตัดสินใจครั้งนี้หลายคนมองว่าเป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” ที่รัฐบาลต้องใช้เพื่อยับยั้งความล้มละลายทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก

โดยหวังจะใช้เม็ดเงินก้อนนี้เป็นสปริงบอร์ดในการพลิกฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไปจนถึงการยกระดับดิจิทัลนวัตกรรม เพื่อไม่ให้คำว่า “สายเกินไป” กลายเป็นบทสรุปของเศรษฐกิจไทยในยุคนี้ แต่อีกหลายคนก็ยังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในวงเศรษฐกิจว่าตัวเลขมหาศาลที่กำลังจะกลายเป็น “หนี้สาธารณะที่ทุกคนมีส่วนร่วม” จะมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เม็ดเงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้เป็น “ยาแรง” เพื่อรักษาบาดแผลเรื้อรังของกลุ่ม SME หรือจะเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่หมดฤทธิ์ไปตามกาลเวลา

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่ากังวลว่า ท่ามกลางวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี SME ไทยกำลังยืนอยู่บนปากเหว ข้อมูลจาก สสว.ระบุชัดเจนว่า ผู้ประกอบการกว่า 44% กำลังแบกรับต้นทุนที่ถาโถม ทั้งค่าขนส่งและวัตถุดิบ ขณะที่อีก 42% พยายามดิ้นรนหาความรู้เพื่อปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อให้ธุรกิจยังคงไปต่อได้ในระยะสั้น

ทำให้หัวใจสำคัญของการกู้เงินครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การมีเงินในมือ แต่คือการ “สื่อสารคุณค่าของเม็ดเงิน” ให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกบาทที่กู้มาจะถูกใช้อย่างโปร่งใสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 5 มิติวิกฤตที่ SME ไทยกำลังเผชิญ เพื่อผ่อนคลาย ละลายความเจ็บปวดจากบาดแผลเรื้อรังที่สะสมมาอย่างยาวนาน แม้ไม่หมดสิ้น แต่ 5 วิกฤตนี้ต้องให้ความสำคัญคือ “วิกฤตพลังงาน” ซึ่งเป็นต้นทุนต้นน้ำที่กัดกินกำไรของ SME มายาวนาน รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินกู้ก้อนนี้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเป็นผู้นำพลังงานสะอาดในอาเซียน ไม่ใช่เพียงแค่อุดหนุนราคาชั่วคราว แต่ต้องปรับโครงสร้างราคาให้ยุติธรรม และส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนที่ SME สามารถเข้าถึงได้จริง

ต่อมาคือ “วิกฤตห่วงโซ่เศรษฐกิจ” ที่ร้อยเรียงกันเป็นลูกโซ่ เมื่อต้นทุนขนส่งพุ่งสูง ต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการก็สูงตามมา ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ลุกลามถึงค่าครองชีพประชาชนทุกภาคส่วน กำลังซื้อลดลง รวมถึง “วิกฤตหนี้” ที่ผู้ประกอบการเผชิญมรสุม “สภาพคล่องติดขัด” ตามด้วย “หนี้เสียติดหล่ม” และจบด้วย “หนี้นอกระบบติดกับดัก” ที่ท้ายสุดเป็นโจทย์ยากที่จะพลิกกลับมาดังเดิมได้ตามปกติ

นอกจากนี้ยังมี “วิกฤตว่างงาน” กับการยกระดับทักษะกำลังคนอย่างเป็นระบบ ให้มุ่งเป้าสู่แรงงานทักษะสูงที่มีผลิตภาพสูง และ “วิกฤตระเบียบรัฐ” การบริหารจัดการแก้ไขปัญหากฎหมาย ระเบียบกติกาการค้าการลงทุนที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ขณะเดียวกันต้องสามารถปิดช่องว่าง จัดระบบเฝ้าระวังตรวจสอบย้อนกลับ ติดตาม ปราบปรามและป้องกันการลุกลามของเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทาในและต่างประเทศ

บทสรุปของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ จึงเป็นเสมือนแบบทดสอบความจริงใจของรัฐบาลว่าจะสามารถ “พูดแล้วทำ” ได้จริง และจะมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสพอหรือไม่.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/995936/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cis-OHczHYoqkpdjQEl5m