นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมปี 2569 พบว่ามีมูลค่าการใช้จ่ายรวมสูงถึง 66,372.50 ล้านบาท ขยายตัว 6% ซึ่งเป็นการขยายตัวและมีมูลค่าสูงสุดช่วง 10 ปี
โดยโครงสร้างการใช้จ่ายหลักยังคงเป็นค่าเทอม ค่าบำรุงโรงเรียน (ตามปกติ) ค่าบำรุงโรงเรียน(กรณีเปลี่ยนโรงเรียนใหม่/แป๊ะเจี๊ยะ) รวมถึงอุปกรณ์การเรียนและหนังสือ
แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายผ่อนปรนเรื่องชุดนักเรียน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงเลือกซื้อชุดและรองเท้าใหม่ให้บุตรหลานเนื่องจากเห็นความสำคัญทางการศึกษา
พร้อมประเมินค่าจ่ายในช่วงเปิดเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 29,000 บาทต่อครัวเรือน แต่ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองยอมประหยัดส่วนอื่นเพื่อการศึกษา โดยลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ลดการใช้จ่ายส่วนตัว ลดค่าอาหาร และใช้เงินออมมาจ่ายค่าเทอมและซื้อ อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นจำนวนมากขึ้น
สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในลักษณะ Sideway และเริ่มมีการซึมตัว ประชาชนเริ่มกังวลเรื่องสินค้าราคาแพงขึ้นและภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่กระทบต่อค่าเดินทาง แต่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเนื่องจากยังไม่เห็นการปลดคนงานหรือลดเงินเดือน และรัฐบาลยังคงตรึงราคาพลังงานอยู่
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองจำนวน 72.9% มีเงินเพียงพอในการใช้จ่าย ขณะที่จำนวน 27.1% มีเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการกู้เงินในระบบมากขึ้น แทนการจำนำทรัพย์สินที่เป็นพฤติกรรมรองลงมา
นอกจากนี้ ผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อเริ่มขยับไปสู่โรงเรียนนานาชาติ สองภาษา หรือห้องเรียนพิเศษ เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพและผลดีจากการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากกว่าโรงเรียนรัฐภาคปกติ โดยผู้ปกครองมีเสนอต้องการให้รัฐบาลเพิ่มบุคลากรทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่ออนาคตของเด็กไทย
สำกหรับกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ มีมาตรการผ่อนปรนเรื่องการแต่งกายของนักเรียน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง มองว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นทางเลือก เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด
ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค ยังไม่พบสัญญาณการลดการซื้อชุดนักเรียนอย่างรุนแรง และคาดว่าตลาดชุดนักเรียนในปีนี้อาจขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการร้านค้าในระยะนี้
นายธนวรรธน์ ย้ำว่าหน่วยงานด้านนโยบายเศรษฐกิจของไทย ทั้ง สศช. ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ต่างมีความเห็นตรงกันว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการจะหลุดพ้นจากภาวะการเติบโตต่ำได้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปแก้ไขที่รากฐานสำคัญนั่นคือ ภาคการศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมและขีดความสามารถใหม่ให้กับประเทศในอนาคต
โดยกล่าวถึง กรณีที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อนำมาเยียวยาประชาชนและพัฒนาการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยด้วยว่า นอกจาก วัตถุประสงค์สองด้านดังกล่าวยังมีเรื่องการศึกษาที่รัฐบาลควรนำเงินจากการกู้มาช่วยพัฒนาด้วย เนื่องจากต้องเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดของการใช้เงิน
ทั้งนี้ ในมุมมองของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ได้แนะนำว่าภาครัฐควร เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ให้ล้าหลังตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย อีกทั้งควรจัดสรรงบประมาณเพื่อทรัพยากรด้านการศึกษาให้มากขึ้น เพิ่มบุคลากรทางการศึกษาให้เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274848&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HBNoHhOJ9oeKJER9sppuW

