• Tue. Apr 28th, 2026

‘ปัญญาประดิษฐ์’ เขย่าห้องเรียนโลก ฉีกกฎการศึกษาแบบเดิม

‘ปัญญาประดิษฐ์’-เขย่าห้องเรียนโลก-ฉีกกฎการศึกษาแบบเดิม‘ปัญญาประดิษฐ์’ เขย่าห้องเรียนโลก ฉีกกฎการศึกษาแบบเดิม

กระแสการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในหมู่นักเรียนทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พลิกโฉมวิธีทำการบ้าน ค้นคว้าข้อมูล และจัดการภาระการเรียนในยุคดิจิทัล

ข้อมูลล่าสุดจาก Adobe Digital Insights (ก.ย. 2025) สะท้อนภาพชัดว่า “อัตราการใช้งาน AI เพื่อการเรียน” แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ โดย บราซิล (11.6%) และอินเดีย (11.5%) ขึ้นแท่นผู้นำโลก ตามมาติดๆ ด้วยอิตาลี (11.1%) แคนาดา (10.6%) และสหรัฐ (9.9%)

ปัจจัยสำคัญของอินเดียอยู่ที่ “โครงสร้างประชากร” ด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี ทำให้คนรุ่นใหม่เปิดรับเทคโนโลยีได้เร็ว นักเรียนและนักศึกษาจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็น “ผู้ช่วยการเรียน” ตั้งแต่การทำการบ้านไปจนถึงการทบทวนบทเรียน สร้างความได้เปรียบเชิงทักษะในระยะยาว

ประเทศพัฒนาแล้ว “ใช้ช้ากว่า” สะท้อนช่องว่างดิจิทัล

อีกด้านหนึ่ง ประเทศพัฒนาแล้วกลับมีอัตราการใช้งานต่ำกว่าคาด โดยสหราชอาณาจักร (4.6%) และญี่ปุ่น (5.6%) อยู่ในกลุ่มท้ายตาราง ขณะที่ฝรั่งเศส (7.4%) และเยอรมนี (8.8%) ยังตามหลังกลุ่มผู้นำ

ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนมากกว่าพฤติกรรมผู้ใช้ แต่ชี้ไปถึง “ความพร้อมเชิงระบบ” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการศึกษา ความเข้มงวดด้านจริยธรรม หรือทัศนคติต่อ AI กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลในอนาคต

จาก “ใช้ AI” สู่ “ใช้ให้เป็น”

เมื่อการเข้าถึง AI ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ความท้าทายใหม่จึงอยู่ที่ “การใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริง”

เครื่องมือ AI สำหรับการเรียนเริ่มพัฒนาไปไกลกว่าแค่ช่วยค้นหาคำตอบ เช่น การแปลงโน้ตเรียนเป็นแฟลชการ์ด แบบทดสอบ หรือสรุปบทเรียนแบบเสียง ซึ่งช่วยเปลี่ยนข้อมูลกระจัดกระจายให้กลายเป็นระบบการเรียนรู้ที่มีโครงสร้าง

ในสมรภูมินี้ นักเรียนในประเทศที่มีอัตราการใช้งานสูงอย่างอินเดียและบราซิล อาจเป็นกลุ่มแรกที่เปลี่ยน “ความคุ้นเคย” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบเชิงวิชาการ”

เมื่อ “ความฉลาด” ห่างแค่ไม่กี่แต้ม

ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนห้องเรียน อีกด้านหนึ่ง “สนามแข่งขันของโมเดล AI” ก็ทวีความเข้มข้นไม่แพ้กัน ข้อมูล ณ เดือน เม.ย. จาก TrackingAI ซึ่งใช้แบบทดสอบ Mensa Norway เป็นเกณฑ์วัดความสามารถด้านการคิดเชิงนามธรรม พบว่า โมเดลระดับแนวหน้าหลายตัวมีคะแนนไล่เลี่ยกันอย่างมาก

ยกตัวอย่าง Grok-4.20 Expert Mode และ OpenAI GPT 5.4 Pro (Vision) ครองอันดับ 1 ร่วมที่ 145 คะแนน Gemini 3.1 Pro Preview ตามมาติดๆ ที่ 141 คะแนน

ภาพรวมสะท้อนว่า “ช่องว่างโมเดลเอไอชั้นนำ” กำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว โดยคะแนนสูงสุดเพิ่มจาก 135 ในปี 2025 เป็น 145 ในปี 2026 แม้ผลทดสอบดังกล่าวจะช่วยให้เห็นพัฒนาการของ AI อย่างชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การวัดแบบ IQ เป็นเพียง “มิติเดียว” ของความสามารถ

เนื่องจากแบบทดสอบเน้นการจดจำรูปแบบเชิงภาพ (visual pattern recognition) จึงอาจไม่สะท้อนศักยภาพในโลกจริง เช่น ความแม่นยำของข้อมูล ความสามารถการเขียนโค้ด การใช้งานเครื่องมือ หรือการประยุกต์ในภาคธุรกิจ

“สองโลก AI” ที่กำลังบรรจบกัน

ภาพใหญ่ของปี 2026 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน แต่คือ “การบรรจบกัน” ของสองกระแสสำคัญ ฝั่งผู้ใช้ (นักเรียน) มีการใช้ AI มากขึ้น และเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ ส่วนในฝั่งเทคโนโลยี (โมเดล AI) ก็ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันกันอย่างสูสี

จุดตัดของสองเส้นนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า “ใครได้เปรียบ” ในเศรษฐกิจยุค AI ไม่ใช่แค่ประเทศที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถ “ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด”

ศึก AI องค์กร ‘โอเพ่นเอไอ’ นำ  “แอนโทรปิก”ตามติด  

เมื่อดีมานด์องค์กรเร่งตัว เกมการแข่งขันเริ่มไม่ใช่แค่ “แชตบอต” แต่คือ เครื่องมือทำงานจริง ตลาด AI สำหรับภาคธุรกิจในสหรัฐ กำลังเข้าสู่ “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” เมื่อการแข่งขันระหว่างผู้พัฒนาโมเดลรายใหญ่เริ่มกระชั้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการไล่บี้ระหว่าง OpenAI และ Anthropic

ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน มี.ค.2026 ชี้ว่า 35% ของบริษัทในสหรัฐ ยินดีจ่ายเงินให้ OpenAI เพื่อใช้งานโมเดล AI ขณะที่ Anthropic ตามมาติดที่ 30% ช่องว่างเหลือเพียง 4-5 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จากเดิมห่างกันเกือบ 3 เท่าในช่วงต้นปี 2025

หากย้อนกลับไปเดือน ม.ค.2025 OpenAI ถูกใช้งานโดย 16.8% ของธุรกิจสหรัฐ ขณะที่ Anthropic อยู่เพียง 4.1% หรือห่างกันเกือบ 13 จุดเปอร์เซ็นต์

แต่ในเวลาเพียง 14 เดือน Anthropic สามารถขยายฐานลูกค้าได้มากกว่า 7 เท่า ขณะที่ OpenAI เติบโต “เพียงเท่าตัว” สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังเคลื่อนจาก “ผู้ชนะรายเดียว” ไปสู่การแข่งขันแบบ “สองขั้วมหาอำนาจ” ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากฐานข้อมูลการใช้จ่ายจริงของธุรกิจในสหรัฐกว่า 50,000 แห่ง นับเฉพาะบริการแบบชำระเงิน และไม่รวมผู้ใช้ฟรี

เครื่องมือองค์กร “ตัวแปรใหม่” เปลี่ยนเกม

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ Anthropic ไม่ใช่แค่โมเดล AI ทั่วไป แต่คือการรุกตลาด “เครื่องมือสำหรับองค์กร” อย่างจริงจัง

Claude Code ผู้ช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา ขณะที่ Cowork คือ แพลตฟอร์มทำงานร่วมกันในองค์กร ทั้งสองผลิตภัณฑ์ถูกขยายการใช้งานอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่อัตราการเติบโตของ Anthropic พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน

แนวโน้มนี้สะท้อนว่า “การใช้งาน AI ในองค์กร” กำลังเปลี่ยนจากแค่แชตบอต มาเป็น โครงสร้างพื้นฐานของการทำงาน (workflow infrastructure) ที่ฝังอยู่ในกระบวนการผลิตจริง

ฝั่ง OpenAI ไม่ได้นิ่งเฉย เปิดตัว Codex เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา เพื่อตอบโต้การรุกของ Anthropic แม้จะเปิดตัวช้ากว่า แต่ Codex สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้งานถึง 4 ล้านราย ณ เมษายน 2026 สะท้อนศักยภาพของ OpenAI ในการเร่งเครื่องตามเกมองค์กร

“AI ที่ขายได้” ต้องตอบโจทย์งานจริง

ภาพรวมของตลาดสะท้อนชัดว่า การแข่งขันในยุคถัดไปจะไม่ได้ตัดสินกันที่ “ความฉลาดของโมเดล” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ใครสามารถแปลง AI ให้กลายเป็นเครื่องมือทำงานที่องค์กรยอมจ่ายเงินได้จริง

และในสมรภูมินี้ เกมอาจไม่ได้มีผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “การแข่งขันระยะยาว” ระหว่างผู้เล่นที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและความต้องการขององค์กรอย่างลึกซึ้งที่สุด

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1231528&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K3YL82g2rb_piZT5alrhZ