เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2569 หนังสือพิมพ์ Financial Times ตีพิมพ์บทวิเคราะห์เชิงลึก ชื่อ “Five Ways Demographics are Transforming the World Economy – Longer work lives, use of AI, stress on the welfare system” โดยรวบรวมความเห็นและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ 45 ราย
เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2569 หนังสือพิมพ์ Financial Times ตีพิมพ์บทวิเคราะห์เชิงลึก ชื่อ “Five Ways Demographics are Transforming the World Economy – Longer work lives, use of AI, stress on the welfare system” โดยรวบรวมความเห็นและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ 45 ราย
ซึ่งสรุปได้ว่า การแก่ตัวของประชากรของโลกในวงกว้างนั้น กำลังจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความกินดีอยู่ดีของประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น การอ้างอิงงานวิจัย และการคาดการณ์ของโออีซีดีว่า จากปัจจุบันถึงปี 2603 “demographic changes will dramatically hold back the increase in living standards of rich countries”
ตัวอย่างเช่น สำหรับประเทศเยอรมนีนั้นประชากรที่สูงวัยมากขึ้น จะทำให้การเพิ่มของรายได้ต่อหัวของประชาชนลดลงไปถึง 80% (เช่น หากปัจจุบันรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นปีละ 1% ก็จะลดลงเหลือเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 0.2% เป็นต้น) และสำหรับญี่ปุ่นนั้นก็จะลดลง 70% ส่วนอังกฤษและเกาหลีใต้ก็จะลดลงประมาณ 40%
การมีจำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานเพื่อผลิตสินค้าและบริการลดลง และในขณะเดียวกันมีจำนวนผู้สูงอายุที่จะต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มขึ้นนั้น ย่อมจะเป็นผลลบที่รุนแรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ในประเทศโออีซีดีสัดส่วนผู้สูงอายุที่พึ่งพาคนที่อยู่ในวัยทำงานเพิ่มขึ้นจาก 19% (คนสูงอายุ 19 คนพึ่งพาคนทำงาน 100 คน) ในปี 2523 มา เป็น 31% ในปี 2556 และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2603 เป็น 52% (คนสูง อายุ 52 คนพึ่งพาคนทำงาน 100 คน)
ในขณะเดียวกัน ผลิตภาพแรงงานในประเทศพัฒนาแล้วนั้น ปรากฏว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หลังวิกฤติน้ำมันของโลกใน ค.ศ.1973 (ดังปรากฏในรูป) กล่าวคือในช่วง ค.ศ.1950-1973 ผลผลิตต่อหนึ่งชั่วโมงของการทำงานในประเทศพัฒนาแล้ว เพิ่มขึ้นปีละ 4% แต่การขยายตัวนี้ลดลงเหลือ 1.9% ต่อปีในช่วง ค.ศ.1973-2009 และหลังจากนั้นก็ยังชะลอตัวลงต่อไปอีก เหลือเพียง 1.2% ในช่วง ค.ศ.2009-2025
แนวโน้มดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความพยายามที่จะรักษาเอาไว้ ซึ่งอัตราการขยายตัวของรายได้ต่อหัวทำได้ยากยิ่งขึ้นในภาวะปัจจุบันที่ 2 ใน 3 ของประชากรบนโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่อัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 แปลว่า ในประเทศดังกล่าวจำนวนบุตรเกิดใหม่จะมีไม่เพียงพอที่จะทดแทนจำนวนผู้เสียชีวิตในแต่ละปี ทำให้จำนวนประชากรของประเทศลดลง
บทความกล่าวถึงมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหา เช่น การเร่งนโยบายการย้ายถิ่นสุทธิ (net migration) ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของโออีซีดี ประเมินว่า หากประเทศสมาชิกโออีซีดีเร่งใช้นโยบายการย้ายถิ่นสุทธิเพื่อเพิ่มแรงงานจากประเทศ ก็จะทำให้รายได้ต่อหัวของประเทศเพิ่มขึ้น 0.13% ต่อปี
เทียบกับการที่จะไม่นำเข้าแรงงานจากต่างประเทศเลย จะเห็นได้ว่า การใช้นโยบายการย้ายถิ่นสุทธินั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ไม่มากนัก และยังจะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านเชิงการเมืองและสังคม
เช่น กรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกระแสที่ต้องการรักษาความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ยังขาดแคลนแรงงานเป็นจำนวนมาก และปัญหานี้ มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต แต่ในกรณีของประเทศสเปนนั้น สามารถทำให้จีดีพีขยายตัวได้สูงกว่าประเทศในสหภาพยุโรปอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะการเร่งการนำเข้าแรงงานต่างด้าว
สำหรับศักยภาพของเอไอ ที่จะเพิ่มผลิตภาพและลดทอนผลกระทบของแนวโน้มประชากรสูงวัยนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยการคาดการณ์ที่มองกรณีที่ดีที่สุด (เช่น การประเมินของ European Bank for Reconstruction and Development) นั้น เอไออาจทำให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะลดผลกระทบจากการที่ประชากรแก่ตัวลงไปได้ถึงครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมด
แต่ผลตอบแทนและประโยชน์ที่จะได้รับจากเอไอนั้นน่าจะกระจุกตัว และทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้ประชาชาติโดยรวมจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม
อีกมาตรการหนึ่งคือ การเพิ่มจำนวนคนที่อยู่ในตลาดแรงงาน ได้แก่ การขยายแรงงานสตรีและแรงงานผู้สูงอายุในประเทศไทยนั้น สตรีจำนวนมากเกษียณตัวเองออกไปจากตลาดแรงงานตั้งแต่อายุ 55 ปี และจำนวนนี้เพิ่มขึ้นอีกอย่างมากหลังอายุ 60 ปี
สำหรับประเทศพัฒนาแล้วในภาพรวมนั้น ได้ปรับอายุเกษียณมาเป็น 65 ถึง 70 ปี มานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการกำหนดอายุเกษียณที่ 65 ปีนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2459 เมื่ออายุคาดเฉลี่ย (life expectancy) ในตอนนั้น ต่ำเพียงประมาณ 45 ปี มาวันนี้ ก็ยังเกษียณอายุที่ประมาณ 65 ถึง 70 ปี แต่อายุคาดเฉลี่ยวันนี้ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 80 ปี
การที่ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง สามารถทำงานได้ และมีการจ้างงานผู้หญิงสูงอายุเพิ่มขึ้นนั้น โออีซีดีประเมินว่า จะทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นได้อีก 0.20% ต่อปี และหากลดความเหลื่อมล้ำของการจ้างงานสตรีสูงอายุพร้อมกันไปด้วย ก็จะเพิ่มรายได้ต่อหัวได้ถึง 0.26% ต่อปีสำหรับประเทศสมาชิกโออีซีดีทั้งหมด
งานวิจัยของโออีซีดีสรุปว่า หากนำมาตรการทุกมาตรการที่ทำได้ มาใช้เพื่อลดทอนผลกระทบของการแก่ตัวของประชากร ในกรณีที่ดีที่สุดจะช่วยลดผลกระทบในเชิงลบต่อรายได้ต่อหัวของประชากรได้ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น งานวิจัยของโออีซีดีนี้ มีข้อมูลอื่นอีกมาก
ซึ่งรายละเอียดมีอยู่ในลิ้งก์ www.oecd.org/en/publications/2025/07/oecd-employment-outlook-2025_5345f034/full-report/setting-the-scene-demographic-change-economic-growth-and-intergenerational-inequalities_9d481169.html หรือเว็บไซต์ www.oecd.org ใช้คำค้น OECD Employment Outlook 2025
ครั้งต่อไป ผมจะเขียนถึงการสูงวัยของประชากรไทย ซึ่งสถานการณ์ดูน่าเป็นห่วง อย่างยิ่งครับ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1225027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37kSGYqz93BLc7izCmW8ER

