• Thu. Mar 19th, 2026

น้ำมันแพง ดอลลาร์พุ่ง ความเสี่ยงสองเด้งทุบเศรษฐกิจเอเชีย

น้ำมันแพง-ดอลลาร์พุ่ง-ความเสี่ยงสองเด้งทุบเศรษฐกิจเอเชียน้ำมันแพง ดอลลาร์พุ่ง ความเสี่ยงสองเด้งทุบเศรษฐกิจเอเชีย

เศรษฐกิจเอเชียเผชิญความเสี่ยงสองเด้ง หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแรง ฉุดต้นทุนการเงิน และซ้ำเติมประเทศที่มีหนี้สกุลดอลลาร์

สงครามตะวันออกกลาง ไม่เพียงแค่ดันราคาน้ำมันโลกพุ่ง แต่ยังพลิกทิศ “ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ” ให้กลับมาแข็งค่าแรงจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี กลายเป็นแรงกดดัน “สองด้าน” ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่เปราะบางต่อ “หนี้ในสกุลดอลลาร์”

ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยที่โดดเด่นที่สุด นับตั้งแต่สหรัฐและอิหร่านบุกโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 จุดชนวนความขัดแย้งทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และทำให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันเกือบ 20% ของโลกแทบหยุดชะงัก

ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเหนือสกุลเงินหลักอื่นๆ ซึ่งรวมถึง “ฟรังก์สวิส” และ “เยนญี่ปุ่น” และยังทำผลงานดีกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิมอย่าง “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” และ “ทองคำ” อย่างชัดเจน ส่งผลให้มุมมองเชิงลบต่อดอลลาร์ในปี 2026 ดูเป็นเรื่องเก่าล้าสมัยไปทันที

ทำไมเงินไม่ไหลไปบอนด์-ทองคำ แต่มาที่ดอลลาร์

ความแข็งแกร่งของดอลลาร์มีเหตุผลสำคัญรองรับอยู่ เพราะสหรัฐพึ่งพาพลังงานจากภายนอกต่ำ แม้จะยังเข้าน้ำมันดิบอยู่เพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน แต่จริงๆ แล้วสหรัฐคือ เบอร์ 1 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ใช่ประเทศในตะวันออกกลาง จึงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นน้อยกว่าอีกหลายประเทศ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) จะอยู่เหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ตาม

ในทางกลับกัน “ญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดได้รับผลกระทบหนักกว่า ทำให้ความน่าสนใจของ “เงินเยน” ลดลง ซึ่งล่าสุดเมื่อเช้านี้อ่อนค่าไปเกือบแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ไปแล้วอยู่ที่ 159.90 เยน หรืออ่อนค่าสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2024 ขณะที่ธนาคารกลาง “สวิตเซอร์แลนด์” ส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงเพื่อจำกัดการแข็งค่าของเงิน “ฟรังก์สวิส”

ขณะเดียวกัน “ตลาดหุ้น และพันธบัตรสหรัฐ” กลับทำผลงานได้ดีนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดย วอลล์สตรีทโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดอื่น และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐก็ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดพันธบัตรในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก แข็งค่าขึ้นแล้วราว 2% ในเดือนมี.ค. นี้ แม้การปรับขึ้นในระดับนี้อาจจะไม่ได้ยืนระยะไปตลอด แต่ก็ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อเช่นกัน หากสงครามหรือผลกระทบยืดเยื้อไปถึงช่วงฤดูร้อน (ราวไตรมาส 3) หรือยืดออกไปอีกหลังจากนั้น

นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุว่า “ดอลลาร์มีแนวโน้มครองความได้เปรียบต่อไป หากราคาน้ำมัน ความต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และความผันผวนในตลาดยังอยู่ในระดับสูง”

เอเชียเผชิญความเสี่ยงสองเด้ง

โดยทั่วไปแล้ว ดอลลาร์ที่แข็งค่าจะเป็นผลดีต่อบรรดาประเทศผู้ส่งออกในเอเชีย เพราะจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการค้าจากค่าเงิน “แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้” ที่ทั่วโลกกำลังพยายามกว้านซื้อนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศตั้งแต่น้ำมันยันก๊าซ ซึ่งโควตาราคากันเป็นดอลลาร์ จึงทำให้หลายประเทศเผชิญความเสี่ยงสองเด้งทั้งจากราคาพลังงานแพง และดอลลาร์แข็งค่าไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นมากของดอลลาร์ยังสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมในเรื่อง “หนี้สกุลต่างประเทศ” ซึ่งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่หนี้สกุลดอลลาร์จะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ

“ญี่ปุ่น” เป็นประเทศที่เผชิญปัญหาเงินเฟ้ออย่างหนักในปีที่แล้ว ราคาสินค้าซึ่งรวมถึงกลุ่มอาหารพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์เพิ่งปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วทำให้เงินเฟ้อเริ่มบรรเทาลง แต่ล่าสุดในการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.69 ที่ประชุมได้ส่งสัญญาณเตือน “ความเสี่ยงเงินเฟ้อขาขึ้น” จากผลพวงของสงคราม ซึ่งประเทศที่นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 90% อย่างญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินเยน และหากนำไปสู่การ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ตามมาในเดือนเม.ย. หรือ มิ.ย. ก็จะเพิ่มแรงกดดันต้นทุนกู้ยืม และอาจกระทบต่อการบริโภคตามมา

“อินเดีย” เป็นอีกหนึ่งรายที่ได้รับผลกระทบหนัก เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูงที่สุด ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่พุ่งขึ้นเกือบ 40% นับตั้งแต่เริ่มสงครามส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินระหว่างประเทศ และเพิ่มแรงกดดันต่อสมดุลระหว่างเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ฉุดค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงราว 1.5% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม และแตะระดับ “ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” ที่ 92.4750 ต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางอินเดียต้อง “เทขายดอลลาร์” อย่างหนักเพื่อพยุงค่าเงินรูปี ซึ่งบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่ามีการเทขายไปเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์แล้วทั้งในตลาดออนชอร์ และออฟชอร์ 

หวั่นกระทบการค้าโลก

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เคยร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีช่วงปลายเดือนม.ค. ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นกว่า 5% ในเวลาต่อมา และหากยังแข็งค่าต่อ อาจทำให้ต้องทบทวนสมมติฐานเศรษฐกิจในปี 2026 ใหม่ทั้งหมด

หนึ่งในผลกระทบสำคัญคือ “การค้าโลก” เฟลิเป คามาร์โก นักเศรษฐศาสตร์จากอ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า การที่ดอลลาร์อ่อนค่าลง 10% ในปีที่แล้ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การค้าโลกยังเติบโตได้แม้เผชิญมาตรการภาษีของสหรัฐ 

แต่หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 10% อาจทำให้ปริมาณการค้าโลกลดลง 6-8% จากประมาณการปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับลบล้างกำไรทั้งหมดที่ได้มาในปีที่แล้ว ในสถานการณ์นั้น ปริมาณการค้าอาจหดตัวลงมากถึง 5% เมื่อเทียบกับประมาณการก่อนมีมาตรการภาษีของสหรัฐ

นอกจากนี้ การแข็งค่าของดอลลาร์อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ราว 30-40% มาจากต่างประเทศ และเป็นกลุ่มเทคโนโลยีมากกว่า 50% ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกำไรโดยรวมของตลาด

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26dwmrws7ZbD07AhWj09gl