“อวกาศ” ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และ “น่านฟ้าระดับต่ำ” กำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่ เมื่อต้นทุนการส่งดาวเทียมในปัจจุบันลดลงกว่า 100 เท่า
- น่านฟ้าระดับต่ำกำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของไทย สร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น โดรนส่งของ และแท็กซี่ลอยฟ้า
- ต้นทุนเทคโนโลยีดาวเทียม โดยเฉพาะดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ลดลงกว่า 100 เท่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจการบินระดับต่ำเติบโต
- โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยคือการมุ่งเน้นธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ
- ความท้าทายสำคัญคือการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ให้บริการ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน
“อวกาศ” ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และ “น่านฟ้าระดับต่ำ” กำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่
เวทีเสวนา IPX Venture Rise Thailand 2026 หัวข้อ From Space to Low Altitude Economy ฉายภาพ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (Low Altitude Economy) โอกาสใหม่จากโดรนกู้ภัยถึงแท็กซี่ลอยฟ้า ท่ามกลางต้นทุนดาวเทียมที่ดิ่งลงกว่า 100 เท่า หนุนเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์บูมทั่วโลก
กิจกรรมจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกันวิเคราะห์ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” แม้มีโอกาสที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ในอนาคตอันใกล้
แต่การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ เช่น โครงการโดรนส่งของ หรือแนวคิดแท็กซี่ลอยฟ้า หรือแท็กซี่บิน ยังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย (Air Traffic Control) ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาภายใต้กรอบแซนด์บ็อกซ์
ต้นทุนดาวเทียมลด 100 เท่า ปูทางน่านฟ้าต่ำ
ภาคย์ บุญยุบล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการดาวเทียม บมจ.ไทยคม ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนของเทคโนโลยีและการปล่อยดาวเทียมปรับตัวลดลงเกือบ 100 เท่าตัว ส่งผลให้โครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ขยับเข้าใกล้ระดับผู้บริโภคทั่วไปมากขึ้น เช่น ระบบ Starlink
“หากขึ้นไปที่ความสูงระดับวงโคจรสูง (High Altitude) แน่นอนว่าเรามองเห็นได้ครอบคลุมทั้งหมดแต่ไม่ชัดเจน แต่เมื่อลงมาที่น่านฟ้าระดับต่ำ (Low Altitude) เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นมาก และด้วยธรรมชาติของวงโคจรนี้ ดาวเทียมแต่ละดวงจะมีอายุการใช้งานสั้นลง
ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก หากเรามีดาวเทียมที่มีอายุการใช้งานนานถึง 15 ปีโดยไม่สามารถเปลี่ยนอะไรบนเครื่องได้เลย มันก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปในเวลา 5-10 ปี วงโคจรระดับต่ำจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ที่ทำให้เราปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีได้ทันท่วงที”
ในอนาคตอันใกล้ เครือข่ายภาคพื้นดินและนอกชายฝั่งจะหลอมรวมกันอย่างไร้รอยต่อ (Direct-to-Device) ทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถสลับไปรับสัญญาณดาวเทียมได้โดยอัตโนมัติเมื่อพ้นเขตสัญญาณมือถือปกติ เพื่อความปลอดภัยและการเข้าถึงบริการของผู้คน
นอกจากนี้ เทรนด์สำคัญคือการพัฒนาสู่ “Space AI” หรือระบบประมวลผลข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บนตัวดาวเทียม (Space Computing) ร่วมกับโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยืดหยุ่นและอัปเดตได้ตลอดเวลาผ่านเครือข่ายอวกาศ (Augmented Model)
ส่อง 4 เมกะเทรนด์อวกาศเชิงพาณิชย์ ยุคที่ดาวเทียมเชื่อมตรงสู่หน้าจอมือถือ
ปีเตอร์ หวาง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศจาก Galaxy Space ผู้พัฒนาดาวเทียมเชิงพาณิชย์ชั้นนำของจีน กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจอวกาศได้ก้าวผ่านยุคโครงการรัฐเพื่อสวัสดิการสังคม เข้าสู่ “ยุคอวกาศเชิงพาณิชย์เต็มตัว”
โดยเทคโนโลยีอวกาศได้ฝังตัวอยู่ในแอปพลิเคชันชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทางของ Grab, Uber หรือแม้แต่ Tinder ซึ่งล้วนทำงานบนรากฐานโครงสร้างพื้นฐานจากอวกาศ
อุตสาหกรรมอวกาศในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เมกะเทรนด์หลัก ได้แก่ การสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วถึง (Ubiquitous Communication), การตรวจจับอัจฉริยะ (Super Sensing), การประมวลผลประสิทธิภาพสูงบนอวกาศ (Super Computing) และ พลังงานอัจฉริยะ (Super Energy)
ล่าสุด Galaxy Space ประสบความสำเร็จในการทดสอบดาวเทียมแบบ Direct-to-Device (D2D) ที่ส่งสัญญาณตรงสู่โทรศัพท์มือถือ โดยใช้เสาอากาศขนาด 4 ตารางเมตร ควบคู่กับแผงโซลาร์เซลล์แบบยืดหยุ่น (Flexible Solar Panel) ขนาด 25 ตารางเมตร ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรต่ำ (LEO) ได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ เทคโนโลยีการตรวจจับระยะไกล (Remote Sensing) ยังสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์มิติใหม่ เช่น นักวิเคราะห์ทางการเงินใช้ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมันที่แท้จริงในท่าเรือของบริษัทพลังงานเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน หรือบริษัทประกันภัยใช้ข้อมูลดังกล่าววิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินมูลค่าความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร
ไทยอยู่ตรงไหนในธุรกิจดาวเทียม
นาวาเอก ยศภาค โชติกพงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์กิจการอวกาศ กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ได้วิเคราะห์ศักยภาพด้านอวกาศของแต่ละประเทศออกเป็น 3 ระดับ
- ระดับที่ 1 คือประเทศที่ออกแบบ สร้าง และปล่อยดาวเทียมได้เอง
- ระดับที่ 2 คือประเทศที่จัดซื้อเทคโนโลยีมาบริหารจัดการและดำเนินงานเอง เช่น ประเทศไทย
- ระดับที่ 3 คือประเทศที่เช่าช่องสัญญาณหรือซื้อข้อมูลโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นของตนเอง
สำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทย โอกาสที่เหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุดในปัจจุบันคือการมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจระดับที่ 2 และธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) โดยเฉพาะการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม (ทั้งแบบออปติคัลและเรดาร์) มาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล
ตัวอย่างเช่น หน่วยงานความมั่นคงมีความต้องการซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมอัจฉริยะ ที่สามารถระบุประเภทของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งปลูกสร้างบริเวณแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ซอฟต์แวร์ต่างประเทศที่ให้บริการด้านนี้มีราคาแพงระดับหลายล้านดอลลาร์
“หากวิศวกรซอฟต์แวร์ไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Image Processing สามารถพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมาทดแทนได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตสูงมากและตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง” นาวาเอกยศภาค ระบุ
3 ภาคส่วนไทยต้องจับมือกัน
ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา สรุปข้อคิดเห็นจากเวทีเสวนาว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพยายามผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมหรือฮาร์ดแวร์เองทั้งหมด แต่หัวใจสำคัญคือการ “เชื่อมโยงจุดเด่น” (Connect the Dots) ของสามภาคส่วนหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่
1.ผู้ผลิตและวิจัยเทคโนโลยีระดับโลก (เช่น Galaxy Space)
2.ผู้ให้บริการและผู้บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ (เช่น ไทยคม และ GISTDA)
3.หน่วยงานภาครัฐและความมั่นคง ในฐานะผู้ใช้งานและผู้กำหนดนโยบาย
หากประเทศไทยสามารถสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานและการกำกับดูแลของประเทศ (National Governance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง
“เทคโนโลยีอวกาศและน่านฟ้าระดับต่ำ” จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (Next Growth Engine) ที่สร้างรายได้และยกระดับความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศไทยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1251607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hRN9d6eNEBBM3U4wB5Yvh

