นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นมีการปรับตัวดีขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 53.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยการสำรวจ ในครั้งนี้ ยังไม่นับรวมผลกระทบจากสงครามระหว่าง สหรัฐอิสราเอล และอิหร่านลงไปในการสำรวจ
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน จากระดับ 32.9 ในเดือนก่อนมาอยู่ที่ระดับ 34.0 ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต (ใน 6 เดือนข้างหน้า) ของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็ปรับตัวดีขึ้นจาก 59.9 อยู่ที่ระดับ 60.6
สำหรับการปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวมีปัจจัยบวก จากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศตัวเลข GDP ไทย ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ที่ดีกว่าที่คาด และปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2% อีกทั้งนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนขึ้น และเสถียรภาพและทิศทางทางการเมืองเริ่มดีขึ้น
รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อีกทั้งสถานการณ์สู่รบตามแนวชายแดนกัมพูชายุติและสงบลงตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ก็เพิ่มขึ้น 24.44% มีมูลค่า 31,573.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 202.64 จุด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มาหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ระบุว่า แม้ดัชนีจะปรับตัวดีขึ้น แต่การที่ทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ที่ระดับ 100 นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันมีภาวะที่แย่ อีกทั้งผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีความรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจในอนาคตยังฟื้นตัวไม่ดีขึ้นมากนัก
โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง มีทั้งสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อยังคงเป็นปัจจัยลบที่สร้างความกังวล ต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และอาจส่งผลต่อราคา น้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนมีนาคมนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาที่ยังคงมีอยู่
ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่มีการปรับแข็งค่าขึ้น และผู้บริโภคยังมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงผู้บริโภคยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาผลการผลิตภาคการเกษตรในบางรายการ อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก เป็นต้น
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดการณ์ว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบายและเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ รวมถึงทิศทางของสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่มีต่อภาครัฐ ระบุว่า ภาครัฐควรมีแนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก จัดทำแนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว ควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ
ควบคู่กับการเร่งสนับสนุน SMEs แก้ปัญหาหนี้สินที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงยาว ช่วยจัดการสินค้าเกษตรที่มีผลผลิตออกมา และดูแลราคาสินค้าเกษตร
รวมถึงควรออกมาตรการสกัดกั้นสินค้าด้อยคุณภาพ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและบังคับใช้ภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นต้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/270753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y4E37Z6pfoA0TT7DZ9XJ4

