• Mon. May 4th, 2026

ซื้อเวลาแลนด์บริดจ์ ‘อนุทิน’ตั้ง‘เอกนิติ’ปธ.ศึกษาใน90วันอ้างเคยหาเสียงปี62

ซื้อเวลาแลนด์บริดจ์-‘อนุทิน’ตั้ง‘เอกนิติ’ปธ.ศึกษาใน90วันอ้างเคยหาเสียงปี62ซื้อเวลาแลนด์บริดจ์ ‘อนุทิน’ตั้ง‘เอกนิติ’ปธ.ศึกษาใน90วันอ้างเคยหาเสียงปี62

“อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทุกมิติใน 90 วัน ชี้เคยใช้หาเสียงตั้งแต่ปี 2562 แต่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนไป ลั่นต้องยืนบนลําแข้งตัวเอง เลิกกินน้ำใต้ศอกใคร “พิพัฒน์” ยัน 8 พ.ค.ลงพื้นที่ชุมพร-ระนองตามเดิม “สิริพงศ์” คาดปีนี้คลอด พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้ “เพื่อไทย” ชงทำเป็นเฟส 2 ดันรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทยเสียบแทน “สว.นรเศรษฐ์” บอกโครงการดีจริงพิพัฒน์ต้องกล้ามาตอบกระทู้ “กลุ่มกรีนพีซ” โผล่มารวบรวมชื่อค้าน

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ยังคงมีความต่อเนื่องในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย (จังหวัดชุมพร) และอันดามัน (จังหวัดระนอง) หรือโครงการแลนด์บริดจ์

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ตอบสั้นๆ ก่อนประชุมพรรคภูมิใจไทยถึงความคืบหน้าโครงการว่า “เดี๋ยวประชุมพรรคก่อน” และเมื่อถามอีกว่ามีประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ยื่นคัดค้าน รัฐบาลจะทําอย่างไร นายกฯ ตอบว่า เดี๋ยวจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า จะตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นประธานคณะกรรมการในการศึกษาและเร่งสรุปผลการศึกษากลับมาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาฉบับเก่าที่เคยทํามาอยู่บนสถานการณ์ของโลกอีกบทหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราจะทําให้ประเทศไทยไม่ต้องมีผลกระทบใดๆ หายุทธศาสตร์อะไรต่างๆ ที่ทําให้ยืนอยู่บนลําแข้งของตัวเองได้  และถ้าจะมีผลกระทบก็ให้มีน้อยที่สุด

เมื่อถามว่า การตั้งนายเอกนิติเพื่อให้ศึกษารูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ดูทุกรูปแบบทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งเรื่องการคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องรูปแบบของโลจิสติกส์ ดูทั้งเรื่องของสิ่งที่จะมาผูกกับแลนด์บริดจ์ และให้นายเอกนิติเป็นคนเลือกหน่วยงานต่างๆ ที่จะมาร่วมศึกษา

เมื่อถามว่า ภายใน 90 วันจะไฟนอลแล้วหรือไม่ จะไม่มีการศึกษาอะไรเพิ่มเติมจากนี้หรือ นายอนุทินตอบว่า เดี๋ยวดูผลการศึกษาก่อน ขอให้ใจเย็นๆ แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ มันเป็นนโยบาย ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้สําหรับพรรคภูมิใจไทยหรือแฟนๆ พรรคต้องถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 อยู่ในแผนการหาเสียงปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่แล้วก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาและตั้งใจที่จะทําให้ได้เกิดขึ้น ก็เป็นงานที่ต่อเนื่องกัน

เมื่อถามว่า ล่าสุดผลการสํารวจของนิด้าโพลระบุว่า ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจแลนด์บริดจ์เท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า เราก็ต้องสื่อสารให้เห็นคุณประโยชน์ รัฐบาลจะทําอะไรต้องเกิดคุณประโยชน์กับประชาชน ต่อส่วนรวมของประเทศ

ถามว่า มีประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดจะยื่นหนังสือคัดค้านกับ สส.ในพื้นที่ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทินตอบว่า “ครับ ก็มีคนเห็นด้วยครับ ทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูล อยู่ที่ผลการศึกษา อยู่ที่การคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาร์ตเนอร์มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบ ประโยชน์ใช้สอยของโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีประโยชน์ใช้สอยทําอย่างไรให้ได้มากที่สุด อย่างที่เคยพูด เราไม่มีน้ำมันแต่เรามีอาหาร ทุกวันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้ทั่วโลก เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้จะทําให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางเดิมหรือเปล่า”

เซ็งกินน้ำใต้ศอกตลอด

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตอนนั้นที่เราพูดกันตอนปี 2562 ไม่เคยมีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะปิด ช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เราก็ต้องมาดูว่าเราจะมีกลไกอันไหน มีทรัพยากรอันไหนที่จะทําให้เราไม่ต้องไปพึ่งพาคนที่ไม่พอใจอะไรก็จะมาขู่ ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้นนู่นขึ้นนั่น ประเทศไทยเราก็จะกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอด เราก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง

ถามอีกว่า มีข้อห่วงใยเรื่องการดําเนินการว่าอาจไปเอื้อประโยชน์ให้คนในหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า เอาแค่ตรงนี้ก่อนดีกว่า เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้ว ไม่เคยเห็นเอื้อใครสักที เข้ามา 7-8 ปีก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาๆ ทุกวัน มีแต่ขัดใจเขา ทําให้เขาโกรธ เพราะไม่ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องเอื้อเอาพวกเอาพ้อง เอาเพื่อนฝูง เราพิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว

ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ยืนยันที่จะลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกมิติในโครงการแลนด์บริดจ์ ตามกำหนดเดิมวันที่ 8 พ.ค.นี้ และยืนยันว่าแม้จะมีประชาชนเตรียมยื่นหนังสือคัดค้านก็ไม่เป็นไร รับฟังทุกคน

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรฯ ก็ระบุว่าจะเตรียมนำคณะลงพื้นที่กับนายพิพัฒน์

ส่วนนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงข้อสังเกตที่ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลเร่งรีบดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่า  เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และการที่หลายประเทศออกมาบอกว่าจะเก็บค่าผ่านทางสินค้าในพื้นที่ช่องแคบ และสถานการณ์ความไม่สงบที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ รัฐบาลจึงต้องนำเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาเพื่อดึงนักลงทุนเข้ามาลงทุน

“สถานการณ์โลกมีการพูดถึงเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าที่เป็นทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลจึงเห็นสมควรหยิบยกมาพูด เพราะการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ต้องใช้เวลา ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และอีกหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีจะแล้วเสร็จ” นายสิริพงศ์ระบุ

ถามถึงกรณีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นายสิริพงศ์กล่าวว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานตัวเลขด้านความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นทางการเงินหรือทางเศรษฐศาสตร์ออกมา และหน่วยงานราชการก็ไม่ได้ทำลำพัง เพราะมีบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกเข้ามาพูดคุย ส่วนจะคุ้มทุนหรือไม่นั้น มีภาคธุรกิจ บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนด้วย ดังนั้นจะสามารถประเมินได้ ไม่ใช่รัฐบาลออกมาบอกว่าดีอย่างเดียว เพราะบริษัทเอกชนสามารถประเมินได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ ตัวเลขสามารถตอบได้เพราะเป็นวิทยาศาสตร์

 “โครงการขนาดใหญ่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ออกมาตรการเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการของโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่ และกฎระเบียบต่างๆ ในการดำเนินการโครงการนี้” นายสิริพงศ์ระบุ

คาดปีนี้คลอด พ.ร.บ.SEC

เมื่อถามว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องเงินลงทุนที่สูงเกินสำหรับการสร้างท่าเรือ 2 ท่า นายสิริพงศ์กล่าวว่า งบประมาณโครงการนี้เป็นการประมาณการ ว่าในโครงการทำทั้งท่าเรือ ระบบล้อ ระบบราง และระบบท่อ อยู่ที่ประมาณกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณ เพราะเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งตัวเลขต่างๆ จะนำมาใช้พิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเป็น PPP ในลักษณะใด

เมื่อถามว่า ไทม์ไลน์ในปี 2573 จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้เลยหรือไม่ นายสิริพงศ์ระบุว่า อันดับแรกต้องผลักดัน พ.ร.บ.SEC ให้เกิดขึ้นก่อน จากนั้นจะเป็นกระบวนการต่างๆ ซึ่งจากไทม์ไลน์ที่หน่วยงานให้มาคาดว่าภายในปีนี้ พ.ร.บ.SEC ก็เดินหน้าได้

ถามว่า ทุกอย่างจะครอบคลุมทั้งการศึกษาและการลงทุนใช่หรือไม่ นายสิริพงษ์กล่าวว่า เรื่องเงินลงทุนเป็นการลงทุนในลักษณะ PPP โดยเงื่อนไขก็มีการปรับเปลี่ยนมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแต่ก่อนมีการถามว่าเป็นการเช่าโครงการ 99 ปีหรือไม่ แต่ตอนนี้มีธงแล้วว่าจะเช่า 50 ปี ซึ่งรัฐบาลฟังเสียงของประชาชนที่ทักท้วงและท้วงติง ดังนั้น พ.ร.บ.SEC ฉบับนี้มาจากการฟังจากประชาชนด้วย

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพล ที่ระบุว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เห็นด้วย แต่ยังไม่เข้าใจแลนด์บริดจ์เท่าไหร่ ว่านี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงข้อมูลมากยิ่งขึ้น

 “นายกฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” น.ส.รัชดาระบุ

น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า มีนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกันคือ  โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

 “นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ”น.ส.รัชดากล่าว

เด็ก พท.ชงทำรถไฟแทน

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า มีงานวิชาการหลายชิ้นประเมินว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า เพราะขนถ่ายสินค้าขึ้นลงเรือ 2 ครั้ง โดยใช้ขบวนรถไฟจำนวนมาก หากไทยจะทำโครงการเชื่อมมหาสมุทร 2 ฝั่ง ควรทำเป็นระบบคลองลอย เหมือนคลองปานามาหรือต้องขุดคลองจริงๆ จึงเสนอให้ทำแลนด์บริดจ์เป็นเฟสที่ 2 เพื่อดูความเสี่ยงและโอกาส ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แล้วใช้การขนส่งทางรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทยแทน ด้วยการขยายและยกระดับท่าเรือระนองให้ได้มาตรฐานสากล แล้วใช้รถไฟจีน-ลาว-ไทยขนส่งสินค้าไป-กลับจากเวียงจันทน์ไปยังท่าเรือระนอง สินค้าสามารถขนถ่ายที่ท่าเรือระนอง แล้วขนส่งต่อไปยังคุนหมิงได้โดยตรง ซึ่งเร็วกว่าการขนส่งทางทะเลมาก รัฐบาลมณฑลยูนนานเคยเสนอให้ลงทุนในโครงการก่อสร้างอันนี้มาก่อนแล้ว ก็เคยพูดคุยโดยตรงกับรองผู้ว่าฯมณฑลยูนนานในเรื่องนี้

 “รัฐบาลไทยเองควรรีบสร้างทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทย ให้เสร็จและเปิดเดินรถโดยเร็ว เพราะช้าและเสียโอกาสไปมากแล้ว ช่วงเวียงจันทน์ข้ามมาอุดรฯ และโคราช อาจให้จีนทำก็ได้ โดยให้จีนซื้อสินค้าเกษตรของเราเป็นการต่างตอบแทน”นายสุชาติกล่าว

ขณะที่นายนรเศรษฐ์กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุม สว.ในวันที่ 5 พ.ค.ว่า เป็นเรื่องที่ สว.หลายคนสนใจ เพราะสิ่งที่รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงจากภาวะสงคราม ทำให้ช่องแคบการเดินเรือต่างๆ ถูกปิด หรือจำนวนเรือช่องแคบมะละกามีเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองนั้น เป็นเหตุผลที่อ่อนเกินไป ไม่หนักแน่น และโครงการแลนด์บริดจ์ถ้าไม่มีการวางสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจให้ดี ประเทศไทยจะไปอยู่บนยุทธศาสตร์ความขัดแย้ง มีโอกาสถูกปิดเส้นทางได้ เหตุผลการเร่งผลักดันโครงการคืออะไร ทำไมต้องเร่งรีบผลักดัน ตอนแรกบอกเพื่อขยายตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ล่าสุดบอกเป็นความเสี่ยงเรื่องช่องแคบทางทะเล

จี้ พิพัฒน์ มาตอบคำถาม

นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในโครงการแลนด์บริดจ์มีความไม่สมบูรณ์ ไม่มีข้อมูลคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจนำมาจากไหน อ้างว่าจะมีเรือมาใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์มากมายไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ขัดแย้งกับรายงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ระบุว่า มีรายละเอียดที่เป็นความเสี่ยง ต้องขนของขึ้นลงในการขนส่งหลายครั้ง ทำให้มีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้เรือไม่มาใช้บริการ ช่องโหว่ที่มากมายอาจไม่ใช่แค่จุดเสี่ยง แต่เป็นจุดสลบของโครงการ ก็ต้องถามว่าทำไมต้องเร่งผลักดัน เพราะยังมีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

“รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ให้เสร็จในปีนี้ เพื่อเร่งรัดโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหากตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาได้ จะช่วยยกเลิกกระบวนการกฎหมายต่างๆ ได้ ทำให้การตรวจสอบต่างๆ อ่อนแอลง” นายนรเศรษฐ์กล่าวและว่า ในวันที่ 11 พ.ค.ได้ยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ ให้มาตอบคำถามต่อที่ประชุม สว.ถึงการเร่งรีบผลักดันโครงการ ถ้านายพิพัฒน์มั่นใจว่าเป็นโครงการที่ดี คุ้มค่าการลงทุน ขอให้กล้ามั่นใจมาตอบต่อที่ประชุมวุฒิสภาด้วย

วันเดียวกัน โครงการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมร่วมกับกลุ่มกรีนพีซ เปิดให้ลงชื่อ “หยุด Landbridge” https://stop-sec.com/ ต้องการ 50,000 รายชื่อ ภายใน 30 มิ.ย. 2569 โดยล่าสุดลงแล้ว 22,558 ชื่อ บุคคล 22,441 คน และองค์กร 117 องค์กร

ทั้งนี้ ยังมีการระบุถึงผลกระทบของโครงการดังนี้ 1.มีเป้าหมายให้ภาคใต้กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรม 2.สร้างอำนาจพิเศษโดยการจัดตั้งให้มีคณะกรรมการและเลขาธิการ SEC เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ 3.เปลี่ยนผังเมือง จากผังเมืองแบบการเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นผังเมืองเพื่อการทำอุตสาหกรรม 4.เอื้อนายทุนกฎหมายใดที่มีอยู่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน คณะกรรมการและเลขาธิการ SEC จะเสนอต่อ ครม.ให้แก้ไขกฎหมายได้ทุกฉบับ และ 5.กระทบฐานทรัพยากรธรรมชาติ จะถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนแหล่งอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/990374/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TXt0S_GaYX1FeZ2mcFvQS