แผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามยุติสงคราม แต่คือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก เปิดทางให้รัสเซียได้ดินแดน ความชอบธรรม และการกลับสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับข้อเสนอที่เสียเปรียบหลายข้อที่แฝงมาในนามของสันติภาพ
ร่างเอกสารดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าว Associated Press ได้รับมาจากวงเจรจาลับระหว่างวอชิงตันกับมอสโกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ไม่เพียงเสนอทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แต่แท้จริงแล้วคือการจัดสรรอำนาจใหม่บนแผนที่ยุโรปตะวันออก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ยูเครนและยุโรปถูกบีบให้ยอมรับความจริงเชิงอำนาจภายใต้ชื่อเรียกว่าสันติภาพ
แผนนี้ถูกออกแบบโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ตัวแทนเจรจาของทรัมป์ ร่วมกับคิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซีย และมีเนื้อหาที่เหมือนถอดแบบมาจากข้อเรียกร้องของวลาดิเมียร์ ปูติน แทบทุกประการ ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการพิเศษทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียที่ยูเครนเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว

หัวใจของแผน 28 ข้ออยู่ที่การบังคับให้ยูเครนยอมสละดินแดนหลัก ได้แก่ ไครเมีย ลูฮันสก์ และโดเนตสก์ ให้รัสเซียอย่างถาวร แม้ยูเครนจะยังควบคุมพื้นที่บางส่วนของโดเนตสก์อยู่ก็ตาม ส่วนแคว้นเคอร์ซอนและซาโปริซเซีย จะถูกแช่แข็งตามแนวรบปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับการยอมรับสถานะ de facto ของการยึดครอง (สถานะที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ แม้จะยังไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือใครคุมพื้นที่ได้จริง ใครใช้อำนาจจริง นั่นคือ de facto แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์โดยชอบก็ตาม)
ในทางภูมิรัฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่การยุติสงคราม แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การใช้กำลังยึดดินแดนสามารถถูกทำให้ชอบธรรมได้ หากฝ่ายผู้รุกรานมีอำนาจต่อรองมากพอในโต๊ะเจรจา
แผนสันติภาพนี้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการที่ยูเครนต้องยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย

แม้แผนสันติภาพฉบับนี้จะระบุว่าอธิปไตยของยูเครนจะได้รับการการันตี แต่การให้คำมั่นสัญญาดังกล่าวกลับสวนทางกับเนื้อหาของแผนนี้ทั้งหมด เพราะยูเครนถูกบังคับให้แก้รัฐธรรมนูญ ห้ามเข้าร่วมนาโตอย่างถาวร มิหนำซ้ำยังต้องลดกำลังทหารจากราว 880,000 นาย เหลือไม่เกิน 600,000 นาย และยอมให้การรับประกันความมั่นคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียว
ความคลุมเครือของหลักประกันความมั่นคงของยูเครน คือกับดักเชิงโครงสร้างของแผนนี้ เพราะแม้จะพูดถึงการตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาด หากรัสเซียรุกรานอีกครั้ง แต่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่ากองทัพสหรัฐฯ หรือนาโตต้องเข้าป้องกันยูเครนจริงหรือไม่ ขณะที่หากยูเครนโจมตีรัสเซีย แม้จะอ้างการป้องกันตนเอง หลักประกันทั้งหมดอาจถูกยกเลิกทันที
ยิ่งไปกว่านั้น แผนการนี้แทบไม่ปิดบังบทบาทของ ‘ผู้ชนะ’ เพราะรัสเซียจะค่อยๆ หลุดพ้นจากวงล้อมการคว่ำบาตรจากตะวันตก กลับเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลกในฐานะสมาชิก G8 อีกครั้ง และเปิดฉากจับมือกับสหรัฐฯ ในความร่วมมือระยะยาวด้านต่างๆ ตั้งแต่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาแหล่งแร่หายากในอาร์กติก ภาพที่ปรากฏชัดคือ จากประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว รัสเซียกำลังถูกดึงกลับสู่โต๊ะใหญ่ของโลกเศรษฐกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ในฐานะคู่เจรจาที่ได้กำหนดเงื่อนไขของตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัสเซียไม่เพียงไม่ถูกลงโทษจากการรุกราน แต่กลับถูกรีเซ็ตสถานะมหาอำนาจผ่าแผนสันติภาพของสหรัฐฯ

แม้ยูเครนเองถูกเสนอให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และได้รับแพ็กเกจฟื้นฟูขนาดใหญ่ ตั้งแต่กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการร่วมบริหารท่อก๊าซกับสหรัฐฯ โดยใช้เงินจากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ผลกำไรครึ่งหนึ่งจะกลับไปสหรัฐฯ และส่วนที่เหลือของทรัพย์สินรัสเซียจะถูกนำไปตั้งกองทุนร่วมสหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ให้เกิดสงครามอีก ในมุมมองของยูเครน นี่ไม่ใช่การเยียวยาความเสียหายของผู้ถูกกระทำ แต่คือการแปลงสงครามให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจ
ปฏิกิริยาของยุโรปสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตือนว่าสหรัฐฯ อาจทรยศยูเครนในประเด็นดินแดนที่มีข้อพิพาท ขณะที่ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่าวอชิงตันกำลังเล่นเกมล่าผลประโยชน์ ส่วนอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ผู้นำฟินแลนด์พูดตรงไปตรงมาว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้ยูเครนอยู่ลำพังกับคนกลุ่มนี้ได้”
ความน่ากังวลที่สุดของฝ่ายตะวันตกที่เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมทำให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อคือการที่ยุโรปแทบไม่มีบทบาทในร่างเอกสารนี้ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของตนเอง นักการทูตยุโรประดับสูงรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า นี่คือกระบวนการเจรจาที่ไร้ความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง และยูเครนถูกบังคับให้ต้องปิดตาแกล้งเล่นตามเกมที่ถูกชักใย ทั้งที่ข้อเรียกร้องหลายประการเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ไม่เพียงเท่านี้ ในสนามรบ รัสเซียกลับยิ่งได้เปรียบจากความไม่แน่นอน หลังการเจรจาที่ไมอามี มอสโกเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ส่งโดรนกว่า 650 ลำและขีปนาวุธ 51 ลูกถล่มโครงสร้างพลังงานของยูเครน พร้อมกันนั้น ปูตินประกาศชัดว่าดอนบาสคือส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยสมบูรณ์ และพร้อมยึดพื้นที่ที่เหลือด้วยกำลังหากจำเป็น

หากมีเอกสารชิ้นใดสะท้อนการเมืองของผู้ชนะได้อย่างเปลือยเปล่าที่สุดในสมรภูมิการรบยุคใหม่ เแผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ คือหนึ่งในนั้น
แน่นอนว่า วลาดิเมียร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย แสดงท่าทีเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ–รัสเซียว่าด้วยสงครามยูเครน โดยมองว่าแผนดังกล่าวอาจใช้เป็นฐานสำคัญสำหรับการเจรจายุติสงครามได้ แม้เนื้อหาจะยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ แต่ปูตินส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าหารือต่อ พร้อมชี้ชัดว่าการคัดค้านจากฝ่ายยูเครนคืออุปสรรคสำคัญ
ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ อาจใช้เป็นรากฐานของข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการเจรจาเชิงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม
ต่อมา ระหว่างการเยือนคีร์กีซสถาน เขาระบุว่าโดยภาพรวมของแผนดังกล่าวสามารถยอมรับได้ในฐานะกรอบการทำงาน พร้อมให้เครดิตว่าสหรัฐฯ ได้คำนึงถึงจุดยืนและผลประโยชน์ของรัสเซีย ปูตินยังเชื่อมโยงแผนนี้กับการหารือก่อนหน้านี้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา และแสดงความพร้อมที่จะยืดหยุ่น หากการเจรจาเดินหน้าอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คือใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ หากเกิดขึ้นจริง คำตอบที่ไร้ข้อกังขาคือรัสเซียได้เปรียบมากที่สุด ทั้งดินแดน ความชอบธรรมทางการเมือง การกลับคืนสู่เศรษฐกิจโลก และเวลาสำหรับฟื้นกำลังทหาร ด้านสหรัฐฯ ได้หน้าไปเต็มๆ รับบทผู้กำหนดกติกาโลกใหม่ ลดภาระการสนับสนุนระยะยาว และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนยุโรป กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกลดบทบาท และต้องแบกรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว และแน่นอนว่ายูเครนคือผู้สูญเสียสูงสุด ทั้งสูญเสียดินแดน อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ และถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงที่กฎหมายระหว่างประเทศอาจถือว่าเป็นโมฆะเพราะเกิดจากการบังคับด้วยกำลัง
ดังที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศในเคียฟชี้ชัด ข้อตกลงใดที่เกิดจากการคุกคามหรือยึดครอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดความยินยอมโดยแท้ และไม่สามารถลบล้างสิทธิของยูเครนในการทวงคืนดินแดนในอนาคตได้
หากแผนสันติภาพนี้เดินหน้าต่อไป สิ่งที่โลกอาจได้รับอาจไม่ใช่สันติภาพในอุดมคติอย่างที่ถูกนำเสนอ หากแต่เป็นเพียงการหยุดยิงที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดช่องให้ความขัดแย้งกลับมาปะทุได้อีกครั้ง ท่ามกลางดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและถ่วงดุลกันอย่างซับซ้อน ระหว่างรัสเซีย จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
สันติภาพเช่นนี้ จึงอาจไม่ใช่จุดจบของสงครามยูเครน หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบความมั่นคงโลกยุคใหม่ ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นยุทธศาสตร์ และการเจรจา กลายเป็นอาวุธรูปแบบใหม่ในสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
ที่มา :
- Ukraine-Russia peace plan still faces major hurdles, Rubio says
- How a US-led peace plan in Ukraine is reshaping global alliances
- Putin Fields Questions on War, Economy and Aliens at Annual Press Conference
Post Views: 127
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/21/ukraine-peace-plan-28-points-trump-putin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTu5r4_54LyCsf0n_HVtO
