
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4, 199 ระหว่างวันที่ 10-13 พ.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเข้มข้นเช่นเคย
*** ขอไปเริ่มต้น “ข่าวดี” ที่ทำเอาตลาดทุนและตลาดพลังงานทั่วโลกตาโตกันก่อน นั่นคือ กรณี ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา สร้างเซอร์ไพรส์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ด้วยการประกาศระงับปฏิบัติการ “Project Freedom” หรือ ภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพียงแค่ 48 ชั่วโมงหลังเริ่มสตาร์ทเครื่อง โดยระบุว่า มีความก้าวหน้าในการเจรจากับ “อิหร่าน” ผ่านตัวกลางอย่างปากีสถาน จนใกล้จะบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย
*** สัญญาณสันติภาพนี้ส่งผลบวกทันควัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงกราวรูดกว่า 6% ลงมาแตะระดับ 102-103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดเกือบ 7% แตะ 95 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปพุ่งขึ้นขานรับทันทีกว่า 2% ด้วยความหวังว่าวิกฤตพลังงานที่ตึงเครียดมานานจะจบลงเสียที
*** มีรายงานว่า ร่าง MOU 14 ข้อ ที่กำลังพิจารณากันอยู่นั้น มีประเด็นเด็ดทั้งเรื่องการที่ “อิหร่าน” ยอมระงับเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ แลกกับการที่สหรัฐจะเลิกคว่ำบาตรและคืนทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงเปิดทางให้สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เสรี แม้ทาง มาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่านจะยังคงสงวนท่าที และมองว่า เป็นเกมกดดันฝ่ายเดียว แต่โลกก็คาดหวังว่า “ดีลนี้” จะจบลงได้จริงภายใน 48 ชั่วโมง หากจบสวย…นี่คืออานิสงส์ใหญ่ต่อต้นทุนพลังงานโลกทันที!
*** หันมาดู “ข่าวดี” ต่อฝั่ง “เศรษฐกิจไทย” กันบ้าง ล่าสุด สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s Ratings ออกบทความยกย่อง “ประเทศไทย” ติดโผ Top 5 ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่รับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีที่สุดร่วมกับ อินเดีย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ เม็กซิโก
*** Moody’s วิเคราะห์ว่าไทยมี “ภูมิคุ้มกัน” ที่ดีเยี่ยม เพราะรู้จัก ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ชัดเจน ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน และที่สำคัญคือ การมี “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” ที่แข็งแกร่งเป็นกันชนชั้นยอด ทำให้แม้โลกจะเจอพายุโควิด-19 หรือ ดอกเบี้ยขาขึ้นรุนแรง แต่ความเสี่ยงเครดิต (Risk Premium) ของไทยกลับไม่พุ่งขึ้นรุนแรงเหมือนวิกฤตในอดีต
*** ที่น่าสนใจคือ Moody’s จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” (Baa1 Stable) เพราะมีดุลการชำระเงินระยะยาวที่แข็งแรงและหนี้ต่างประเทศต่ำ แต่กระนั้น “ว.เชิงดอย” ก็ต้องฝากเตือนไปยังรัฐบาลด้วยว่า Moody’s ทิ้งท้ายถึงจุดเปราะบางเรื่อง “ภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งอาจเป็นตัวฉุดรั้งความสามารถในการรับมือวิกฤตในอนาคตได้ หากปล่อยให้หนี้พอกพูนจนเกินเยียวยา
*** สรุปว่าภาพรวมตอนนี้ ไทยเรามี “ฐานราก” ที่ดีเยี่ยมจนฝรั่งยังชม แต่การจะรักษาแชมป์ความยืดหยุ่นไว้ได้ วินัยการคลังและการบริหารหนี้สาธารณะต้อง “เป๊ะ” ยิ่งกว่าเดิม เพื่อให้ “เศรษฐกิจไทย” ยืนหนึ่งในเวทีโลกได้อย่างถาวร
*** ปิดท้าย…เป็นที่ชัดเจนแล้วสำหรับ โครงการคนละครึ่งพลัส และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง บอกว่า จะเปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ และเริ่มใช้ 1 มิ.ย. 2569 ผู้มีสิทธิ์อายุที่ 18 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 2 เฟสๆ ละ 2 เดือนๆ จ่าย เดือนละ 1,000 บาท ต่อเนื่องรวม 4 เดือน 4,000 บาท ส่วนผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการของรัฐจะใช้เกฑณ์เดิม จากเดิมได้รับ 300 บาท บวกเพิ่ม 700 บาท เป็น 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/658563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nH6gS5eSsDLHT54OIfNV1

