
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อมานานกว่า 50 วัน ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังส่งแรงกระแทกโดยตรงมายังเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ผ่านราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจออก “ชุดมาตรการขนาดใหญ่” เพื่อพยุงประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคขนส่ง และ เกษตรกร หวังสกัดแรงกระแทกไม่ให้ลุกลามเป็นภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน(Stagflation) มาตรการที่ออกมา มีทั้งการบรรเทาระยะสั้น และการปรับโครงสร้างระยะยาว
ในมิติแรก รัฐเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 เป็น 400 บาท ครอบคลุม 13.22 ล้านคน แม้ช่วยประคองกำลังซื้อได้ในระยะสั้น แต่ด้วยกรอบเวลาเพียง 1 เดือน สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและความไม่แน่นอนของสถานการณ์
ขณะเดียวกัน ภาคขนส่งซึ่งเป็นหัวใจของต้นทุนเศรษฐกิจ ได้รับการอุดหนุนค่านํ้ามัน รวม 2,061 ล้านบาท ระยะเวลา 42 วัน เพื่อลดแรงกดดันต่อต้นทุนโลจิสติกส์ และชะลอการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า อย่างไรก็ตาม มาตรการลักษณะนี้มีลักษณะ “ซื้อเวลา” มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ในอีกด้านหนึ่ง รัฐพยายามผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่า วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับการซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV และ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงสินเชื่อขนาดใหญ่ 100,000 ล้านบาท เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจ SMEs และ 30,000 ล้านบาทสำหรับภาคเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิต
มาตรการเหล่านี้ สะท้อนทิศทางที่ถูกต้องในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล แต่คำถามสำคัญคือ “ความเร็ว” และ “การเข้าถึง” ของประชาชนรายย่อย จะสามารถเข้าถึงสินเชื่อเหล่านี้ได้จริงหรือไม่
ส่วนนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” ที่กำลังพิจารณา โดยกำหนดให้ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศ และเชื่อมโยงกับสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่า ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่มีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ในทางปฏิบัติยังต้องจับตารายละเอียดเงื่อนไข ว่าจะจูงใจเพียงพอหรือไม่ และจะไม่กลายเป็นภาระหนี้ครัวเรือนในระยะยาว
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “พื้นที่ทางการคลัง” ที่เริ่มตึงตัว รัฐบาลเตรียมแผนออก พ.ร.ก.กู้เงิน กรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาท โดยต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะ จากประมาณ 70% เป็น 75% ต่อจีดีพี เพื่อรองรับวิกฤตพลังงานและความไม่แน่นอนในอนาคต แม้การกู้เงินอาจจำเป็นในภาวะวิกฤต แต่ก็มีเสียงคัดค้านว่า อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 โดยมองว่า ยังไม่เข้าข่าย “ความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ขณะที่งบประมาณปกติยังคงมีวงเงินกู้เหลืออยู่
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะกู้หรือไม่กู้” แต่คือ “กู้แล้วใช้เงินอย่างไร” หากเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ถูกใช้ไปกับมาตรการระยะสั้นที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพในระยะยาว ก็อาจยิ่งซํ้าเติมฐานะการคลัง โดยไม่สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในภาพรวม มาตรการของรัฐบาลถือว่ามาเร็วและครอบคลุมในระดับหนึ่ง แต่ยังมีลักษณะกระจัดกระจาย และเน้นการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้รากปัญหา
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า ไทยจะใช้โอกาสนี้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้จริงหรือไม่ และหากรัฐยังเดินเกมแบบแก้เฉพาะหน้า วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงแรงกระแทกชั่วคราว แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,194 วันที่ 23 -25 เมษายน พ.ศ. 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/657354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEo_7JZ6UXrnGpfTNvtYE

