• Sun. Mar 8th, 2026

กลุ่มคนรุ่นใหม่ ชง 5 โมเดล แก้ปัญหาประมงพื้นบ้านไทย อย่างยั่งยืน

กลุ่มคนรุ่นใหม่-ชง-5-โมเดล-แก้ปัญหาประมงพื้นบ้านไทย-อย่างยั่งยืนกลุ่มคนรุ่นใหม่ ชง 5 โมเดล แก้ปัญหาประมงพื้นบ้านไทย อย่างยั่งยืน

ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า เตรียมเสนอ 5 โมเดล ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบประมงพื้นบ้าน พ้นวังวนเงินกู้นอกระบบ ปรับปรุงกฏหมายเอื้ออาชีพ วางรากฐาน “ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมทางทะเล”

โครงงานกลุ่มหัวข้อ “ตระหนักรู้ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมทางทะเล: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อความยั่งยืน” ภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 (ปนป.15) กลุ่มกวาง สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลการศึกษาหลังการลงพื้นที่ให้ความรู้ รับฟังปัญหาและเก็บข้อมูลเชิงลึกในชุมชนประมงบ้านชายทะเล ตำบลบางกระเจ้า และบ้านกำพร้า ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนา สำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร, สำนักงานเทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก, สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร (กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์), หัวหน้ากลุ่มประมงพื้นบ้านประจำจังหวัดสมุทรสาคร สรุปผลการศึกษาของโครงงานชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนประมงพื้นบ้านไทย จังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่

1. ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณสัตว์น้ำในพื้นที่ลดลงจากการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ส่งผลให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง ชาวประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำบางชนิดตามฤดูกาลเท่านั้น อาทิ เคย (กุ้งขนาดเล็ก) ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และอนาคตของกลุ่มงานอาชีพประมงพื้นบ้าน ฯลฯ

2. รายได้จากการทำประมงลดลง รายได้จากการทำประมงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำ รวมทั้งต้นทุนการประกอบอาชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

3. เงินทุนและภาระดอกเบี้ย ชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันทางการเงิน จึงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีความเสี่ยงและภาระดอกเบี้ยสูง ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ไม่ทั่วถึงเพียงพอ

4. การบังคับใช้กฎหมายเครื่องมือจับสัตว์น้ำ แม้ว่าเครื่องมือจับสัตว์น้ำบางประเภทถูกจัดว่าเป็นเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเครื่องมือที่สามารถจับสัตว์น้ำได้จริง โดยเฉพาะเคย (กุ้งขนาดเล็ก) อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ส่งผลให้ขนาดอวนมีขนาดใหญ่เกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเคย (กุ้งขนาดเล็ก) ทำให้สูญเสียรายได้จากการจับสัตว์น้ำประเภทดังกล่าว

จากประเด็นปัญหาเหล่านี้ จึงนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลให้มีประสิทธิภาพและสนับสนุนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนี้

1. การควบคุมและจัดการปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ภาครัฐควรเข้าควบคุมและจัดการปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด เช่น การนำหลักผู้สร้างมลพิษต้องจ่าย (polluter pays principle) มาปรับใช้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ดิน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทบต่อรายได้ของชาวประมงจากการจับสัตว์น้ำ

2. การส่งเสริมกลไกด้านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือชาวประมง ภาครัฐควรสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนหรือสหกรณ์ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวประมงช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในชุมชนประมงพื้นบ้านไทย

3. การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับเครื่องมือประมงให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เสนอให้มีการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำบางประเภท ภายใต้เงื่อนไขและช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งทบทวนข้อกำหนดด้านขนาดตาอวนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนประมงพื้นบ้านและทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากร

4. การให้ชุมชนประมงพื้นบ้านเข้าร่วมจัดการภารกิจบางขั้นตอน (co-management) ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนประมงพื้นบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลระบบนิเวศชายฝั่งในพื้นที่ หรือ เฝ้าระวังการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายจะช่วยให้ชุมชนประมงพื้นบ้านมีเป้าหมายชุมชนร่วมกัน และมีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา

5. การจัดการการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (alien species) ต้องแก้ควบคู่กับปัญหามิติอื่น ลำพังการทุ่มงบประมาณเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ อาจเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ไม่ยั่งยืน แต่หากแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำควรมีการประยุกต์แบบผสมผสาน เช่น การนำไปเป็นผสมในอาหารสุนัขจรจัดของศูนย์พึ่งพิงสุนัขจรจัด เทศบาลนครรังสิต สืบเนื่องจากการดูแลสุนัขจรจัดนั้นไม่มีระเบียบเบิกจ่ายค่าอาหารชัดเจน ซึ่งการนำปลาซัคเกอร์มีแคลเซียมสูงไปทำอาหารสุนัขจรจัด จึงสามารถอุดช่องว่างดังกล่าวและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อ้างอิงจากงานของศรัณยู ภัคดีวงษ์)

การแก้ปัญหาการประมงจำเป็นต้องมองให้รอบด้านมากกว่าการออกกฎควบคุมการจับสัตว์น้ำ เนื่องจากความยั่งยืนของระบบนิเวศทางทะเลได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งมลพิษ ภาวะโลกร้อน และโครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังมีลักษณะรวมศูนย์และแยกส่วน

ดังนั้น การเสริมสร้าง “ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” จึงควรเริ่มจากการสื่อสารสองทางระหว่างชุมชนชาวประมงกับภาครัฐ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เข้าถึงข้อมูลอย่างโปร่งใส และได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739029&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aG_3d19Xlpx0THV1tTule