• Wed. Mar 18th, 2026

กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธ เศรษฐกิจจีน กระทบ ญี่ปุ่น อย่างไร

กระแสชาตินิยม-ปมขัดแย้งจบยาก:-อาวุธ-เศรษฐกิจจีน-กระทบ-ญี่ปุ่น-อย่างไรกระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธ เศรษฐกิจจีน กระทบ ญี่ปุ่น อย่างไร

ตั้งแต่ปลายปี 2025 ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเข้าสู่จุดตึงเครียดอีกครั้ง ความขัดแย้งรอบใหม่นี้ไม่ได้เริ่มจากประเด็นเศรษฐกิจโดยตรง หากแต่เริ่มจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นที่พาดพิงประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นการท้าทาย ‘เส้นแดง’ ของจีน บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศของทั้งสองฝ่ายจะเป็นเชื้อเพลิงให้ความบาดหมางในครั้งนี้บานปลายอย่างไร และ ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนจะมีอานุภาพทำลายล้างญี่ปุ่นทางเศรษฐกิจได้แค่ไหน อย่างไร

ประการแรก กระแสชาตินิยม ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม

ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่นในครั้งนี้ถูกเร่งปฏิกิริยาด้วย ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศทั้งสองฝ่าย ทางฝ่ายญี่ปุ่น จากผลการเลือกตั้งล่าสุด ตอกย้ำว่า กระแสชาตินิยมแนวอนุรักษนิยมผลักดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับจีนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นไต้หวันและความมั่นคง นายกฯ หญิงของญี่ปุ่นใช้วาทกรรมด้าน ‘ความอยู่รอดของชาติ’ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถลดระดับท่าทีได้ง่าย แม้จะรับรู้ถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่ ทางฝ่ายจีนก็ใช้กระแสชาตินิยมเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ตอบโต้ญี่ปุ่นในประเด็น ‘ลัทธิทหารนิยม’ และ ‘อาชญากรรมสงครามในอดีต’ วาทกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความชอบธรรมภายในประเทศ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลจีนใช้มาตรการตอบโต้ญี่ปุ่นที่รุนแรง ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนชัดจากถ้อยแถลงของหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

กระแสชาตินิยมที่เข้มข้นในแต่ละประเทศ จึงเปรียบเสมือน ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้รัฐบาลทั้งสองประเทศถูกแรงกดดันจากสังคมและการเมืองภายในบังคับให้ ‘ถอยไม่ได้’ และเมื่อการเมืองแข็งกร้าวขึ้น เศรษฐกิจก็ถูกดึงมาเป็นเครื่องมือโดยตรง

ประการถัดมา ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนยิงตรงไปที่จุดอ่อนญี่ปุ่น

จีนเลือกใช้ ‘พลังทางเศรษฐกิจ’ ของตัวเองเป็นอาวุธ (Economic Weapon) ในการถล่มยิงตรงไปที่ ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ของญี่ปุ่นที่มีความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนในหลายด้านอาวุธทางเศรษฐกิจที่จีนใช้จัดการกับญี่ปุ่นในขณะนี้ ได้แก่

(1) การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก ซึ่งจีนครองกำลังการผลิตและการแปรรูปเกือบทั้งหมดของโลก

(2) การจำกัดการส่งออกสินค้า Dual-Use Items ที่สามารถใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหาร เช่น แร่หายาก ทังสเตน เทลลูเรียม บิสมัท เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหนัก

(3) ขึ้นบัญชีดำและบัญชีเฝ้าระวังบริษัทญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไปจนถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่

และ (4) มาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการเชิงสัญลักษณ์และภาคบริการ เช่น การเรียกหมีแพนด้าคืนกลับประเทศจีน และการส่งคำเตือนด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่นลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จีนอาศัย ‘กฎหมายควบคุมการส่งออกและกรอบความมั่นคงแห่งชาติ’ ในการประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้า Dual-Use Items และยังได้ขยายผลไปถึงบริษัทในประเทศที่สาม หากมีการส่งต่อสินค้าต้นทางจากจีนไปยังบริษัทญี่ปุ่น โดยฝ่ายจีนให้เหตุผลว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ ‘สกัดการเสริมกำลังทหารและความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น’ และยืนยันว่า เป็นมาตรการที่ ‘ถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย’

ประการสุดท้าย ผลกระทบต่อญี่ปุ่น: ‘พึ่งพามาก เสี่ยงมาก’

การที่อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนสามารถสร้างแรงกระแทกให้กับญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะขนาดของมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะญี่ปุ่นมี ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ในห่วงโซ่อุปทาน จากข้อมูลล่าสุด ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากจากจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 63% ของทั้งหมด โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก (Heavy Rare Earths) เช่น ดิสโพรเซียม และเทอร์เบียม ญี่ปุ่นพึ่งพาจีนสูงถึงเกือบ 100%

ในขณะที่ จุดแข็งของจีนคือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมกำลังการผลิตและแปรรูปแร่หายากของโลก สัดส่วนมากกว่า 90% และสำหรับแร่หายากหนัก มีสัดส่วนการแปรรูปในจีนสูงกว่า 98%

ด้วยความเปราะบางของญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานนี้ เมื่อฝ่ายจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออก แม้จะไม่ถึงขั้นการห้ามส่งออกแบบเด็ดขาด หากแต่เพียงแค่ชะลอการออกใบอนุญาต หรือเพิ่มขั้นตอนทางเอกสารที่ล่าช้าเพียงไม่กี่เดือน ก็สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงที่โรงงานของญี่ปุ่นอาจจะต้องหยุดสายการผลิต

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจมหภาคและการเติบโต GDP ของญี่ปุ่น สถาบันวิจัยญี่ปุ่นมีการรายงานผลกระทบไว้ เช่น สถาบัน Nomura Research Institute ประเมินว่า หากข้อจำกัดการส่งออกของจีนกินเวลานานหนึ่งปี เศรษฐกิจ GDP ญี่ปุ่นอาจจะลดลง 0.43% หรือประมาณ 2.6 ล้านล้านเยน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะเพียงแค่บางบริษัท แต่มีอานุภาพส่งผลกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

ในแง่ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของญี่ปุ่น มีรายงานว่า อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ญี่ปุ่นที่มีการพึ่งพาแร่หายากหนักจากจีนเกือบ 100% หากวัตถุดิบขาดหรือไม่เพียงพอ สายการผลิตก็อาจหยุดชะงัก และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งฝ่ายจีนควบคุมสารเคมีและวัสดุสำคัญ เช่น แกลเลียม และสารตั้งต้นการผลิตชิป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

ที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศของญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่ถูกฝ่ายจีนขึ้นบัญชีดำจะได้รับผลกระทบโดยตรงด้านการผลิตชิ้นส่วนทางทหาร ยุทโธปกรณ์ เครื่องบิน และโครงการอวกาศ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงญี่ปุ่นในระยะยาว

นอกจากนี้ อาวุธเศรษฐกิจของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังส่งผลไปยังภาคบริการ ฝ่ายจีนได้ใช้ทั้งมาตรการเชิงสัญลักษณ์และคำเตือนเรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่น จากสถิติล่าสุด หน่วยงานท่องเที่ยวญี่ปุ่นระบุว่า เดือนมกราคม 2026 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดลงประมาณ 61% เมื่อเทียบรายปี ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดเหลือราว 385,000 คน (จากระดับเกือบ 1,000,000 คนในปีก่อนหน้า)

แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ มาชดเชยบางส่วน แต่นักท่องเที่ยวจีนนับเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง มีรายงานว่า ในปี 2025 นักท่องเที่ยวจีนสร้างรายได้ให้ญี่ปุ่นราวหนึ่งในห้าของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด การหายไปของตลาดนักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการค้าปลีก ธุรกิจโรงแรมและบริการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ

โดยสรุป ปมขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นมีกระแสชาตินิยมเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ สำหรับฝ่ายจีนสามารถใช้จุดแข็งทางเศรษฐกิจของตนเองแปลงเป็น ‘พลังกดดันทางการเมือง’ และใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่กำลังบีบญี่ปุ่นอย่างหนัก ในขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่น แม้ตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ในระยะสั้น ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาจีนได้และด้วยกระแสชาตินิยมในรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น สะท้อนว่า งานนี้น่าจะจบยาก และอาจจะจบไม่สวย

สำหรับบทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากกรณีนี้ก็คือ การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเพียงแหล่งเดียว แม้จะมีความราบรื่นในยามปกติ แต่สามารถกลายเป็น ‘จุดเปราะบาง’ ด้านความมั่นคงได้ง่าย เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนทิศ

ดังนั้น จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศเดียวที่มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงและภายใต้แนวโน้มโลกหันขวาที่รัฐบาลอนุรักษนิยมขวาจัดและชาตินิยมสูงจะนำอาวุธทางเศรษฐกิจมาใช้บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ยิ่งพึ่งพามาก ยิ่งเสี่ยงมาก และไม่ปรับ ไม่รอด

แฟ้มภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

Evelyn Hockstein / File Photo / Reuters

Kiyoshi Ota / Pool via Reuters

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-japan-economic-weapon-nationalism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fuN7Dtuf61t6xx81SPcFc