• Sat. Mar 7th, 2026

SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

scb-eic-ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย-เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางSCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจภายใต้ความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชี้ผลกระทบลุกลามเป็นวงกว้าง กระทบความมั่นคงทางพลังงานและฉุดรั้งการเติบโตของจีดีพีโลกและไทย 

เปิด 4 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานเกิน 80 USD/bbl (เพิ่มขึ้น 30% จากจุดต่ำสุดในเดือนมกราคม) 

รายการSCBEIC
SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

เนื่องจากความเสี่ยงที่การขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผ่านพลังงานกว่า 20% ของโลกจะหยุดชะงัก SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ไว้ ดังนี้

1.ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ (Quick De-escalation) ความตึงเครียดคลี่คลายเร็วผ่านการเจรจาและการกดดันจากผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อย่างจีน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเป็นเพียง Geopolitical Risk Premium ระยะสั้น

2.ช่องแคบฮอร์มุซติดขัด 2-6 สัปดาห์ (กรณีฐาน Extended Strait Disruption) อิหร่านปิดช่องแคบและมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน สอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ เพื่อทำลายศักยภาพกองกำลังอิหร่าน

3.ความขัดแย้งยืดเยื้อ (Prolonged War) การสู้รบรุนแรงขึ้น ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยาวนานกว่าที่คาด กระทบความปลอดภัยการขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียเป็นวงกว้าง

4.สงครามภูมิภาค (กรณีเลวร้ายที่สุด  Regional War) ความขัดแย้งขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค ระบบโลจิสติกส์พลังงานหยุดชะงักทั้งระบบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 100-110 USD/bbl จนเกิดภาวะ Demand Destruction

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลก SCB EIC มองว่าผลกระทบจะส่งผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ  เงินเฟ้อโลกเร่งตัว หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะดันเงินเฟ้อประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้น 0.2% โดยในกรณีเลวร้ายที่น้ำมันแตะ 100 USD/bbl เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7% กดดันกำลังซื้อครัวเรือนและต้นทุนธุรกิจ  และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐาน จะทำให้ GDP โลกลดลงราว 0.1-0.3% โดยกรณีฐานปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลง 0.2-0.4%

โดยมองว่า ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ Fed ที่อาจใช้แนวทาง Wait-and-see เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าช้าออกไปจากความกังวลด้านเงินเฟ้อพลังงาน

สำหรับเศรษฐกิจไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีความอ่อนไหวสูงเนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) สูงถึง 8% ของ GDP SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 

1. เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน ในกรณีฐาน เงินเฟ้อไทยปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1.5% แต่หากลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงกว่า 4% ทะลุขอบบนของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แม้ภาครัฐจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาท/ลิตร แต่หากราคาน้ำมันโลกยืนสูงนาน กองทุนน้ำมันฯ จะแบกรับภาระไม่ไหว จนต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกพุ่งขึ้น กระทบกำลังซื้อครัวเรือน

2. การค้าระหว่างประเทศ ดุลการค้าเสี่ยงแย่ลง แม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางเพียง 3.7% แต่เราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากที่นั่นถึง 59% ของแหล่งนำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ยังจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปและเอเชีย รวมถึงค่าขนส่งที่แพงขึ้น

3. การท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง (สัดส่วน 2%) ชะลอตัวจากการปิดน่านฟ้าและช่วงเดือนเราะมะฎอน ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น (สัดส่วน 8%): โดยเฉพาะที่เดินทางผ่านสายการบินตะวันออกกลาง (Emirates, Qatar, Etihad) อาจชะลอการเดินทางจากต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัย

4. ตลาดการเงินและค่าเงินบาท ตั้งแต่วันเกิดเหตุถึง 6 มีนาคม เงินบาทอ่อนค่ารุนแรงถึง -2.2% พร้อม คาดการณ์ว่าหากกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อ คาดบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25-31.75 และอาจกลับมาแข็งค่าที่ 31.00-31.50 ในสิ้นปี ส่วนกรณีรุนแรง หากน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ บาทอาจอ่อนค่าไปถึง 32.50-33.50 จากการไหลออกของเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

SCB EIC
SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง เตือนหากยืดเยื้อดันน้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง บาทอ่อนค่า GDP อาจวูบทั่วโลก

สำหรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ประเมินว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ จะเป็นธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันสูง เช่น พลังงาน ขนส่ง ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปตะวันออกกลางมาก เช่น รถยนต์นั่ง และสินค้าเกษตรบางประเภท นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบต่อเนื่อง เช่น ปุ๋ย และสินแร่ จะพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

ส่วนกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็น เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางอาจเร่งกักตุนสินค้า รวมถึง พืชพลังงาน ที่ราคาจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก

SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) 

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน 

ทั้งนี้  SCB EIC  ประเมินว่าสงครามตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ “ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม” เพื่อประคองเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบหนัก โดยในกรณีฐานเศรษฐกิจไทยอาจโตลดลง 0.3% แต่หากเกิดสงครามภูมิภาคอาจฉุด GDP ลดลงได้ถึง 0.7 – 0.8%

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/270271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fp6s6GWt4W7fj9Q57-4I2